ฝึกเล่นคำ ซ้ำอักษร

posted on 19 Jan 2012 23:00 by destiny-ask
ช่วงนี้แทบไม่มีเวลาหายใจแล้ว อ่านหนังสือบ้าพลังมาก เพราะไม่อยากไปไล่อ่านช่วงใกล้สอบ กลัวเครียด แต่ทำไมพอตั้งใจจะมาอ่านล่วงหน้าแล้วเครียดขึ้นวะคะเนี่ย = =" คิดว่าคงเป็นเพราะเราแบ่งเวลาไม่ดีเองมากกว่า
 
เอาเถอะ สิ่งที่จะพูดในบล้อกนี้ไม่เกี่ยวอันใดกับเรื่องที่เราจะเขียน คือเราฝึกเล่นคำซ้ำอักษรตามชื่อเอนทรี่นั่นแหล่ะ (หึหึ) ไม่ใช่คนแต่งกลอนเป็นกิจวัตรหรอกนะ แต่ช่วงหลัง ๆ มานี้มีแต่คนกลอนเข้ามาในชีวิตเรา ปลายเดือนธันวาไปค่ายพัฒนาชุมชนของ BBA จุฬาฯ มา ใครจะไปรู้ว่าเด็ก BBA จุฬาฯ จะแต่งกลอนได้เก่งขนาดนั้น (มีแต่งกลอนอ่านให้ฟังทุกวันเลย เพราะด้วยนะ..) แถมอาทิตย์ที่แล้วก็ไปร่วมงานเกียรตินิยมวรรณศิลป์ ของชมรมวรรณศิลป์จุฬาฯ ในฐานะพิธีกร(จำเป็น..) เดี๋ยววันหลังจะมาเล่าประสบการณ์ให้ฟังอีกรอบนะคะ
 
อะแฮ่ม ร่ายมาก็ยาวแล้ว อ่านกลอนที่เรากลั่นออกมาจากความเครียดกันดีกว่านะ (เราชอบมันนะ ถึงความหมายจะออกแนวมองโลกในแง่ร้ายไปหน่อย...) จุดประสงค์คือการ
 
 
"โรยราร้าวรอนอ่อนแรง"
 
โอชีวิตในเมืองใหญ่
ไยจึงรีบร้อนหนักหนา
ตาต่างแลทางข้างหน้า
มิหันหาสิ่งรอบกาย
รีบเร่งร้ายแรงรุดร้อน
ผัดผ่อนผิดแผกแยกสาย
ผู้คนร้อนรนใจกาย
หมายมาดมุ่งมั่นครั่นคร้าม
วิ่งแรงยื้อแย่งแข่งขัน
ล้มพลันเหยียบซ้ำหยาบหยาม
จึ่งสูญสิ้นความพยายาม
ร้องหาความหมายเลือนราง
น้ำตาไหลรินเผาะผล็อย
ถดถอยด้วยถูกถากถาง
น้ำใจไปไหนไกลทาง
นึกพลางลาลับดับไป
 
--ตัดมาจากไดอารี่--
 
-6 ม.ค. 2555 : ฉันเดินเร็ว ๆ เร่งอีกนิดก็เรียกว่าวิ่งได้แล้ว คนรอบกายฉันก็รีบร้อนไม่ต่างกัน ไม่่มีใครมองใครเลย ทุกคนมองแต่ข้างหน้า วิ่งไปให้ถึงประตูรถไฟฟ้า ก่อนที่ประตูรถจะปิด แล้วต่างจับจองที่นั่งบนรถไฟฟ้า เอ๊ะ นั่นเด็กตัวเล็ก ๆ ขึ้นรถไฟมา ทำไมไม่มีใครลุกให้เลยล่ะ
 
-2 ธ.ค. 2554 : ใกล้สอบแล้ว อ่านหนังสือก็ไม่ทัน ขอความช่วยเหลือใครก็ไม่ได้ ทำไมทุกคนไม่ยิ้มเลย ความสุขในชีวิตมันไปไหนหมดนะ...
 
แต่ไอ้ถูกเหยียดหยามเนี่ย ไม่เคยเจอนะคะ (ไม่อยากเจอด้วย อุงิ) มันกลั่นมาจากความคิดไปเองอ่ะนะ แค่คิดว่า เราต้องทำตัวเองให้ดี ทำความดีเยอะ ๆ จะได้ไม่มีใครมาเหยียดหยามเราได้
 
เราเป็นทาสความคิดที่ว่า "โลกใบนี้มีคนทุกแบบ เพียงแต่ว่าเราจะเจอคนแบบไหน" ตลอดชีวิตเราเจอแต่คนดี น่ารัก ประเสริฐ ฯลฯ ยังไม่เคยเจอใครที่ "ทำตัวทุเรศ" อย่างที่เห็นในหนังละคร หรืออ่านเจอในหนังสือ (ดีแล้ว เจอแต่คนดี ๆ แบบนี้ต่อไปนะ =w=)  
 
เพราะฉะนั้น เราก็เลยคิดว่า สถานการณ์โลกบิดเบี้ยวมันก็คงจะเกิดขึ้นในบางมุมของสังคมเราบ้าง กับใครสักคนที่โชคร้ายต้องพบต้องเจอกันอะไรร้าย ๆ เช่นนั้น อาจโดนเหยียบหยามจนไม่สามารถจะลุกมาสู้กับอะไรได้อีก (อาจจะตลอดไป หรือถ้าคนนั้นเข้มแข็งหน่อย คงใช้เวลาฟื้นฟูตัวเองไม่นาน) 
 
สองวันมานี้กลับมาสวดมนต์ก่อนนอน (นะโม + ชินบัญชร + แผ่เมตตา) รู้สึกโชคดีขึ้นมาทันทีทันใดไม่รู้สิ แต่รู้สึกดีจัง คงจะสวดต่อไป ถ้าไม่กลับบ้านแล้วสลบเหมือด จริง ๆ แล้วพยายามจะนั่งสมาธิด้วย แต่ข้องใจทุกทีเวลานั่งแล้วขาชา เพราะเคยมีคนบอกเราว่าพระพุทธเจ้าท่านบอกว่าท่านั่งนี้คือท่าที่สบายที่สุด มันสบายตรงไหนคะท่าน ="= สงสัยสองพันห้าร้อยห้าสิบห้าปีที่แล้วยังไม่มีเก้าอี้นั่งกระมัง... บางคนก็บอกว่านั่งขัดสมาธิเนี่ยทำให้เราตัดกิเลสฝึกจิตใจ  เริ่มออกนอกเรื่องแล้ว
 
ว๊ากก ดึกแล้ว เราต้องรีบนอนแล้ว ไม่อย่างนั้นจะนอนไม่หลับและเรียนไม่รู้เรื่องในวันถัดไป (ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเทอมนี้ต้องเรียนตั้ง 6 วัน!! เอาวันเสาร์ของหนูคืนมาาาา)
 
 
 
 

เพลงในความทรงจำ

posted on 18 Dec 2011 16:03 by destiny-ask
บางคนอาจจะถามว่า ไอ้ฟ้า แกฟังเพลงไทยด้วยเรอะ!!? ฟังค่ะ ฟัง  แต่ฟังเฉพาะเพลงที่ความหมายโดนใจจริง ๆ ทำนองไม่แย่ระคายหูมาก ส่วนใหญ่เราจะจัดความไพเราะของเพลงตามเนื้อหามากกว่า ถ้าฟังแล้วรู้สึกดี ก็จะชอบมาก ถ้าเป็นเพลงไทยนะ แต่ถ้าเพลงภาษาต่างประเทศก็ใช้อีกเกณฑ์นึง (ไม่มีเพลงไทยที่ฟังเข้าหูจนต้องเก็บมาสักพักแล้ว...ช่วงนี้ก็เลยฟังเพลงญี่ปุ่นมากกว่า)
 
เอาเถอะ...ถ้าใครรู้จักเราจะรู้ว่า เราเขียนไดอารี่มาห้าสิบกว่าเล่มแล้ว เขียนมาตั้งแต่อยู่ประถม อวดก่อน อวด ๆ 
 
 
ใช่แล้ว ที่กองอยู่นี่คือไดอารี่ทั้งหมด และเล่มล่าสุดก็คือเล่มห้า (ภาคสี่ ชีวิตมหาลัย) เดี๋ยววันหลังจะเขียนเรื่องไดอารี่โดยเฉพาะ...​มันเป็นอะไรที่เราประทับใจมากเลยล่ะไดอารี่ของเรา และมันก็ได้ได้เป็นแค่ไดอารี่ด้วย...
 
อ่ะนะ คือบล้อกนี้ไม่ได้จะพูดถึงไดอารี่โดยตรงหรอก แต่เหตุมันเกิดเพราะไดอารี่ พอดีวันก่อนทำกองไดอารี่ล้ม แล้วแผ่นซีดีในไดอารี่เล่มนึงก็กระเด็นออกมา ห่อกระดาษแข็งสีชมพูไว้ เราเห็นก็เลยนึกได้ว่า ตอนอยู่ม.๒ เคยไรท์เพลงใส่แผ่นแนบไดอารี่ไว้ฟัง ก็เลยเอามาเปิดฟัง
 
ปรากฏว่า ผ่านมาตั้งห้าปีกว่าแล้ว เพลงพวกนี้เราฟังแล้วก็ยังเพราะ โหยยยย มันคือเพลงในใจจริง ๆ ก็เลยทำภารกิจตามหาชื่อเพลง และเอามาอัพใส่บล้อกไว้ นึกถึงวันก่อน ๆ 
 
ว่าแต่ว่า ทำไมมันมีแต่เพลงผู้ชายฟระ
 
 
1. หากันจนเจอ
ศิลปิน : กบ ทรงสิทธิ์ & กบ เสาวนิตย์
 
 
 
[spoiler]
สิ่งที่ฉันหวัง สิ่งที่ฉันคอย
อาจดูเหมือนเลื่อนลอย เกือบจะฝันไป
มองหาคนๆหนึ่ง ที่ไม่รู้เป็นใคร
และไม่รู้เมื่อไหร่ จะพบคนผู้นั้น

ส่วนชีวิตฉัน บอกเลยว่ามี
เจอะคนที่แสนดี อยู่ทุกๆวัน
เพียงแค่ไม่มีใคร ที่จะฝันตรงกัน
แต่ว่าฉันมั่นใจ จะพบในไม่ช้า

อาจบางทีในเมืองกว้างใหญ่
หมอกและควันช่วยกันพรางตา
มีขอบรั้วขอบกำแพงสร้างมา
ตึกระฟ้าคอยบังเราอยู่

แต่เราก็หากันจนเจอ
มันนานแค่ไหนที่คอยเธอมา
รู้สึกไหมว่าชีวิตคุ้มค่า
เมื่อมีใครสักคนข้างกาย
เกิดมาเพื่อหาใครคนหนึ่ง
เป็นคนที่ฟ้าสร้างมาตรงใจ
เราต่างรู้โลกมันแสนกว้างใหญ่
แต่มันคงไม่ยากเกินไป
ที่ฉันจะพบเธอ

อาจมีสักครั้งที่เราสองคน
ผ่านทางที่วกวน อยู่ใกล้ๆกัน
ใบไม้เพียงใบหนึ่ง หล่นตอนที่เดินผ่าน
ฉันคงจะมองมัน เมื่อเธอเดินผ่านมา

อาจบางทีในเมืองกว้างใหญ่
หมอกและควันช่วยกันพรางตา
มีขอบรั้วขอบกำแพงสร้างมา
ตึกระฟ้าคอยบังเราอยู่

แต่เราก็หากันจนเจอ
มันนานแค่ไหนที่คอยเธอมา
รู้สึกไหมว่าชีวิตคุ้มค่า
เมื่อมีใครสักคนข้างกาย
เกิดมาเพื่อหาใครคนหนึ่ง
เป็นคนที่ฟ้าสร้างมาตรงใจ
เราต่างรู้โลกมันแสนกว้างใหญ่
แต่มันคงไม่ยากเกินไป
ที่ฉันจะพบเธอ
[/spoiler]
 
2. เข็มซ่อนปลาย
ศิลปิน : หวิว 
 
 
[spoiler]
ขอ ขอเคลียร์กับเธอสักหน่อย
บอกเขาให้คอย รออยู่ตรงนั้น
ไหน ที่เธอบอกว่ารักกัน
แล้วที่เธอทำแบบนี้หมายความว่าไง

จับมือเขา โอบกอดเขา เหมือนที่เราเคยๆ
ที่เธอทำมันทิ่มตา มันแทงใจฉันเหลือเกิน
ตอบได้ไหมว่ามันเกิดอะไร

ไหนใครบอกว่ารัก ไหนใครบอกไม่ทิ้ง
รักใครรักจริง แล้วทำแบบนี้เพื่ออะไร
ฉันเองก็เพิ่งรู้ว่าเธอเป็นดังเข็มที่ซ่อนปลาย
เก็บมันไว้ข้างใน หลอกให้ไว้ใจ
ฉันเผลอเธอก็แทง ทำกันได้ลง

ขอ แค่เธอบอกกันสักคำ
ว่าจะทิ้งกัน ฉันก็ไม่ขวาง
รู้ ถ้าเราจะต้องแยกทาง
ไอคนที่เจ็บปางตายคงไม่ใช่เธอ

จับมือเขา โอบกอดเขา เหมือนที่เราเคยๆ
ที่เธอทำมันทิ่มตา มันแทงใจฉันเหลือเกิน
ตอบได้ไหมว่ามันเกิดอะไร

ไหนใครบอกว่ารัก ไหนใครบอกไม่ทิ้ง
รักใครรักจริง แล้วทำแบบนี้เพื่ออะไร
ฉันเองก็เพิ่งรู้ว่าเธอเป็นดังเข็มที่ซ่อนปลาย
เก็บมันไว้ข้างใน หลอกให้ไว้ใจ
ฉันเผลอเธอก็แทง ทำกันได้ลง

ไหนใครบอกว่ารัก ไหนใครบอกไม่ทิ้ง
รักใครรักจริง แล้วทำแบบนี้เพื่ออะไร
ฉันเองก็เพิ่งรู้ว่าเธอเป็นดังเข็มที่ซ่อนปลาย
เก็บมันไว้ข้างใน หลอกให้ไว้ใจ
ฉันเผลอเธอก็แทง เข้าที่หัวใจ
[/spoiler]
 
3. เสียงที่ไม่ได้ยิน
ศิลปิน : sound walker
 
 
[spoiler]
เธอคงไม่รู้เลย ไม่เคยจะเข้าใจ
ในความเปลี่ยนไปที่ฉันมี
เรายังอยู่ใกล้กันดั่งเพื่อนที่แสนดี
เธอคงรู้สึกแค่นั้น

เพราะฉันซ่อนมันไว้ข้างใน ฮืมๆๆ
ความในใจที่ตัวฉันมี
ไม่เคยบอกให้เธอได้ฟังสักที
คำๆนี้ที่ดังอยู่ก้องในใจ

เสียงที่เธอนั้นไม่ได้ยิน
หัวใจฉันพูดกับเธอ ทุกทีที่พบ...ที่ได้เจอ
ฉันรู้ว่าเธอไม่เคยจะสัมผัสถึง...ในใจฉัน
มันเปลี่ยนไปแล้วคำว่าเพื่อน

เธอคงไม่เข้าใจ ฉันเองก็รู้ดี
บางทีที่มาใกล้ชิดกัน
เธอคงไม่คิดเกิน เกินคำว่าเพื่อนกัน
ฉันพอเข้าใจฉันรู้

เพราะฉันซ่อนมันไว้ข้างใน ฮืมๆๆ
ความในใจที่ตัวฉันมี
ไม่เคยบอกให้เธอได้ฟังสักที
คำๆนี้ที่ดังอยู่ก้องในใจ

เสียงที่เธอนั้นไม่ได้ยิน
หัวใจฉันพูดกับเธอ ทุกทีที่พบ...ที่ได้เจอ
ฉันรู้ว่าเธอไม่เคยจะสัมผัสถึง...ในใจฉัน
มันเปลี่ยนไปแล้วคำว่าเพื่อน

เสียงที่เธอนั้นไม่ได้ยิน
หัวใจฉันพูดกับเธอ ทุกทีที่พบ...ที่ได้เจอ
ฉันรู้ว่าเธอไม่เคยจะสัมผัสถึง...ในใจฉัน
มันเปลี่ยนไปแล้วคำว่าเพื่อน

มันเปลี่ยนไปแล้วคำว่าเพื่อน
[/spoiler]
 
4. พรหมลิขิต
ศิลปิน : บิ๊กแอส
 
 
 
[spoiler]
เหม่อมองบนฟ้าไกล จ้องมองด้วยความสงสัย
ว่าใครกันนะใคร ที่พาให้เธอเดินหลงทางมาเจอกับฉัน

มีคนเป็นล้านคน ช่างไร้เหตุจริงๆ ที่เราเจอกัน
จากเป็นคนที่ไม่เชื่ออะไร สุดท้ายก็ได้แต่ถามตัวเองซ้ำๆ

ตกลงคือพรหมลิขิตใช่ไหม ที่เขียนให้เป็นอย่างนั้น
ตกลงให้เรารักกันใช่มั้ย อย่างนั้นขอได้ หรือไม่
โปรดอย่าทำให้เราพลัดพราก
ให้เรารักกัน เนิ่นนานถึงจนวันตาย โอ้วโอว
ฉันขอได้ไหม

เมื่อก่อนลมหายใจ ก็คิดว่าเป็นของฉัน
แต่พอไดด้พบเธอ เพิ่งรู้จริงๆ ลมหายใจคือเธอเท่านั้น

มีคนเป็นล้านคน ช่างไร้เหตุผลจริงๆ ที่เราเจอกัน
จากเป็นคนที่ไม่เชื่ออะไร สุดท้ายก็ได้แต่ถามตัวเองอีกครั้ง

ตกลงคือพรหมลิขิตใช่ไหม ที่เขียนให้เป็นอย่างนั้น
ตกลงให้เรารักกันใช่มั้ย อย่างนั้นขอได้ หรือไม่
โปรดอย่าทำให้เราพลัดพราก
ให้เรารักกัน เนิ่นนานถึงจนวันตาย โอ้วโอว
ฉันขอได้ไหม

ีคนมีอีกเป็นล้านคน ไม่มีเหตุผล ที่เธอต้องเลือกฉัน
จากเป็นคนที่ไม่เชื่ออะไร สุดท้ายก็ได้แต่ถามตัวเองอีกครั้ง

ตกลงคือพรหมลิขิตใช่ไหม ที่เขียนให้เป็นอย่างนั้น
ตกลงให้เรารักกันใช่มั้ย อย่างนั้นขอได้ หรือไม่
โปรดอย่าทำให้เราพลัดพราก
ให้เรารักกัน เนิ่นนานถึงจนวันตาย โอ้วโอว
ฉันขอได้ไหม

โอ้ว โอว ฉันขอได้ไหม
[/spoiler]
 
5. คนหลงทาง
ศิลปิน : บิ๊กแอส
 
 
 
[spoiler]
ขอบคุณอีกครั้ง ขอบคุณอีกที
ขอบคุณในความหวังดี ที่มีให้คนที่มืดมัว
แต่มันคงไม่คุ้ม เข้าใจใช่ไหม
ออกจากชีวิตฉันไป ไม่อยากให้เธอถลำตัว

คนอย่างฉันไม่ดีอย่างใครใคร
หลงทางมาไกลจนน่ากลัว
ทางเดินวันนี้ไม่มีสิทธิ์กลับตัว

อย่าฝากชีวิตดีดีไว้ที่ฉัน
อย่าเอาความฝันของเธอมาเสี่ยงรู้ไหม
เก็บเอาชีวิตของเธอเดินออกไปให้ไกล
ไม่อยากทำร้ายคนดีอย่างเธอ

มีแต่ความรัก มีแต่ความฝัน
นั่นมันคงไม่สำคัญ เมื่อมันไม่ใช่ชีวิตจริง

คนอย่างฉันไม่ดีอย่างใครใคร
หลงทางมาไกลจนน่ากลัว
ทางเดินวันนี้ไม่มีสิทธิ์กลับตัว

อย่าฝากชีวิตดีดีไว้ที่ฉัน
อย่าเอาความฝันของเธอมาเสี่ยงรู้ไหม
เก็บเอาชีวิตของเธอเดินออกไปให้ไกล
ไม่อยากทำร้ายคนดีอย่างเธอ

ไม่ใช่ไม่รัก ไม่อยากทำร้ายคนดีอย่างเธอ
[/spoiler]
 
 
6. พลังชีวิต
ศิลปิน : พีซเมกเกอร์
 
 
[spoiler]
ล้มลงกี่ครั้ง ช้ำมากี่หน
เจ็บและทุกข์ทน อยู่กับการแพ้
ท่าทางอ่อนล้า หน้าตาอ่อนแอ
แต่อย่ายอมแพ้ ขอแค่มีกำลังใจ

เมื่ออุปสรรคยังคอย อย่าปล่อยให้มันได้ใจ
รวบรวมพลังเอาไว้ แล้วก้าวไป อย่ากลัว

อย่าบอกว่ายอมแพ้ ถ้ายังมีลมหายใจ
อย่าบอกว่าไม่ไหว ถ้าเรายังมีความฝัน
พลังแห่งชีวิต จะพาไปยังจุดหมายในสักวัน
ความฝันของฉัน ต้องกลายเป็นความจริง

พบความผิดหวัง ที่ทำเราท้อ
แต่จะไม่รอ ให้มันทำร้าย
แม้จะยากเย็น แม้ไกลจุดหมาย
แต่ว่าสุดท้าย เป็นยังไงต้องไปให้ถึงมัน

เมื่ออุปสรรคยังคอย อย่าปล่อยให้มันได้ใจ
รวบรวมพลังเอาไว้ แล้วก้าวไป อย่ากลัว

อย่าบอกว่ายอมแพ้ ถ้ายังมีลมหายใจ
อย่าบอกว่าไม่ไหว ถ้าเรายังมีความฝัน
พลังแห่งชีวิต จะพาไปยังจุดหมายในสักวัน
ความฝันของฉัน ต้องกลายเป็นความจริง

เมื่ออุปสรรคยังคอย อย่าปล่อยให้มันได้ใจ
รวบรวมพลังเอาไว้ แล้วก้าวไป อย่ากลัว

อย่าบอกว่ายอมแพ้ ถ้ายังมีลมหายใจ
อย่าบอกว่าไม่ไหว ถ้าเรายังมีความฝัน
พลังแห่งชีวิต จะพาไปยังจุดหมายในสักวัน
ความฝันของฉัน ต้องกลายเป็นความจริง

อย่าบอกว่ายอมแพ้ ถ้ายังมีลมหายใจ
อย่าบอกว่าไม่ไหว ถ้าเรายังมีความฝัน
พลังแห่งชีวิต จะพาไปยังจุดหมายในสักวัน
ความฝันของฉัน ต้องกลายเป็นความจริง
[/spoiler]
 
7. ตะวันยังมีให้เห็น
ศิลปิน : อ๊อฟ ปองศักดิ์
 
 
[spoiler]
ภายในใจวนเวียนเฝ้าคิดถึงเพียงเธอ
หลับตายังคงเจอเธอ เหมือนเดิมเสมอทุกวัน
สัมผัส อบอุ่นที่เธอเคยมีให้กัน
กับความทรงจำ ที่ฉันนั้นไม่ลืม

เก็บไว้ จากวันที่ไกลห่างกัน
เมื่อฉันก็ไม่รู้ว่ามันจะเป็นไปได้ไหม
ที่จะรักเธอ และมีเธออยู่กับฉันตลอด
ไม่อยากต้องอยู่เพื่อมองเห็นเธอจากไป

แต่วันนี้ ฉันรั้งตัวเธอต่อไปไม่ไหว
เมื่อเธอกับฉันต้องเดินแยกทางกันไป
ไม่มีเธอแล้ว จะอยู่อย่างไร
ไม่ให้รักก็ควรต้องลืมใช่ไหม ฝืนใจตัวเองทุกครั้ง
และพรุ่งนี้ ไม่รู้ว่ามันจะเป็นยังไง
รู้เพียง ตะวันยังมีให้เห็นไกลไกล
ทุกอย่าง นั้นยังมีแปรเปลี่ยนไป
แต่ฉันจะมีแค่เธอในใจ เหมือนดวงตะวัน

ทุกอย่าง จดจำขึ้นใจได้ดี
เมื่อฉันก็ไม่รู้ว่ามันจะเป็นไปได้ไหม
ที่จะรักเธอ และมีเธออยู่กับฉันตลอด
ไม่อยากต้องอยู่เพื่อมองเห็นเธอจากไป

แต่วันนี้ ฉันรั้งตัวเธอต่อไปไม่ไหว
เมื่อเธอกับฉันต้องเดินแยกทางกันไป
ไม่มีเธอแล้ว จะอยู่อย่างไร
ไม่ให้รักก็ควรต้องลืมใช่ไหม ฝืนใจตัวเองทุกครั้ง
และพรุ่งนี้ ไม่รู้ว่ามันจะเป็นยังไง
รู้เพียง ตะวันยังมีให้เห็นไกลไกล
ทุกอย่าง นั้นยังมีแปรเปลี่ยนไป
แต่ฉันจะมีแค่เธอในใจ เหมือนดวงตะวัน

เธอจะเป็นคนเดียวอยู่ในใจฉัน
และจะเป็นเหตุผลเดียวเท่านั้น
ที่จะทำให้ฉันได้เดินต่อไป

ทุกอย่าง นั้นยังมีแปรเปลี่ยนไป
แต่ฉันจะมีแค่เธอในใจ มีแต่เธอในใจ เหมือนดวงตะวัน
[/spoiler]
 
8. สิ่งที่เรียกว่าหัวใจ
ศิลปิน : นาธาน โอมาน
 
 
[spoiler]
เกิดมาก็มีหัวใจหนึ่ง
แต่ไม่เคยรู้ถึงความหมาย
มีค่าแค่เพียงประคองให้
ชีวิตไม่สิ้นสุดลง มีใจก็เหมือนฉันไม่มี
ร่างกายที่มีก็สับสน
จนได้มาพบใครบางคน
ร่วมเดินบนทางว่างเปล่า

เธอมาแต่งเติมท้องฟ้า
ที่มืดมัวให้ได้มีดวงดาว
เธอมาทาสีให้ห้องเทา ๆ หมดความเหงาไป

ขอบคุณที่ฟ้าสร้างเธอ
ให้เธอสร้างฉันขึ้นมา
ให้ร่างกายของฉันได้มาค้นพบ
สิ่งที่เรียกว่าหัวใจ ขอบใจที่มารักกัน
ให้ฉันเพิ่งได้รักใคร ก็ไม่เคยนึกฝัน
ว่าชีวิตฉัน จะได้เข้าใจ คำว่ารัก

จิตใจที่มีเคยหลับ
ตื่นแล้วเมื่อได้รับสิ่งนี้
ความรักและวันคืนที่ดีๆ ที่เธอได้มีให้กัน
ก็ไม่เคยนึกฝัน ร่างกายของฉัน
จะได้มีใจ ใจจากเธอ
[/spoiler]
 
9. ตรงข้ามกันหมดเลย 
ศิลปิน : บอย สิทธิชัย
 
เพลงนี้น่ารักมาก ๆ กวนด้วย ๕๕๕​ ฟังอีกทีก็ฮาอีกที  
 
แต่ไม่มีคลิปใน youtube แล้วอ่ะ =w="" เอาเนื้อเพลงไปละกัน
 
[spoiler]
บอกตรงๆ ไม่ใช่ฉันเลย
ให้พูดหวานๆ น่ะไม่เป็น
บอกตรงๆ มันไม่แนว
พูดแล้วตัวเองคงเลี่ยนตาย

ถ้าเธออยากรู้ที่เราคบกันฉันคิดกับเธอยังไง
ถ้าเธออยากฟังก็เตรียมตัวไว้
ฟังแล้วอย่าตกใจละกัน

จะบอกว่าฉันไม่รักเธอ ฉันไม่ชอบเธอ
เบื่อที่ต้องเจอทุกวัน จะแคร์เธอนั้นก็เปล่า
ห่วงเธอก็เปล่า ฉันไม่เคยผูกพัน
คิดถึงเธอไหม ยังไม่เคย
เธอไปคงเฉยไม่สนใจ ให้รู้ทุกคำที่พูดไป
ตรงข้ามกันหมดเลย

บอกไปแล้วหมดทุกคำ หมดทั้งใจคนขี้อาย
ก็เป็นคนแบบนี้ไง ปากกับใจไม่เคยตรงกัน

ถ้าเธออยากรู้ที่เราคบกันฉันคิดกับเธอยังไง
ถ้าเธออยากฟังก็เตรียมตัวไว้
ฟังแล้วอย่าตกใจละกัน

จะบอกว่าฉันไม่รักเธอ ฉันไม่ชอบเธอ
เบื่อที่ต้องเจอทุกวัน จะแคร์เธอนั้นก็เปล่า
ห่วงเธอก็เปล่า ฉันไม่เคยผูกพัน
คิดถึงเธอไหม ยังไม่เคย
เธอไปคงเฉยไม่สนใจ ให้รู้ทุกคำที่พูดไป
ตรงข้ามกันหมดเลย

ถ้าเธออยากรู้ที่เราคบกันฉันคิดกับเธอยังไง
ถ้าเธออยากฟังก็เตรียมตัวไว้
ฟังแล้วอย่าตกใจละกัน

จะบอกว่าฉันไม่รักเธอ ฉันไม่ชอบเธอ
เบื่อที่ต้องเจอทุกวัน จะแคร์เธอนั้นก็เปล่า
ห่วงเธอก็เปล่า ฉันไม่เคยผูกพัน
คิดถึงเธอไหม ยังไม่เคย
เธอไปคงเฉยไม่สนใจ ให้รู้ทุกคำที่พูดไป
ตรงข้ามกันหมดเลย
[/spoiler]
 
10. ยอมตั้งแต่หน้าประตู
ศิลปิน : ชิน
 
ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเราถึงชอบเวอร์ชั่นนี้มากกว่าเวอร์ชั่นแรกที่ผู้หญิงร้อง =w=? 
 
 
 
 
 
[spoiler]
หมื่นเหตุผลที่ทิ้งฉันไป กี่พันคำที่เธอคร่ำครวญ
พูดว่าเธอเสียใจ ที่ได้ทำกับฉัน
อยากจะขอให้ฉันเห็นใจ ให้อภัยกับเธอได้ไหม
รู้หรือเปล่าหัวใจฉันมันคิดยังไง

เมื่อเธอลา ใจมันถูกทำร้าย เจ็บไม่หาย ที่เธอทำอย่างนี้
เคยรักเธอ ถึงหัวใจ ปลอบใจพอซักที จากนี้ต้องลืมเธอให้ลง

แต่(ใน)วันนี้แค่ฉันเห็นเธอ ความเข้มแข็งมันก็ละลาย
ยิ่งเธอบอกให้เราเป็นอย่างนั้นได้ไหม
เธอรู้ไหมว่าทั้งหัวใจ ยอมกลับไปเป็นของเธอ
ตั้งแต่เจอเธอยืนหน้าประตู

ไม่ได้ยินที่เธอบอกกับฉัน คำเป็นพันมันไม่มีความหมาย
ฉันได้ยินแค่หัวใจบอกว่ายังรักเธอ วันนี้ฉันแพ้ใจตัวเอง

แต่(ใน)วันนี้แค่ฉันเห็นเธอ ความเข้มแข็งมันก็ละลาย
ยิ่งเธอบอกให้เราเป็นอย่างนั้นได้ไหม
เธอรู้ไหมว่าทั้งหัวใจ ยอมกลับไปเป็นของเธอ
ตั้งแต่เจอเธอยืนหน้าประตู

ไม่ได้ยินที่เธอบอกกับฉัน คำเป็นพันมันไม่มีความหมาย
ฉันได้ยินแค่หัวใจบอกว่ายังรักเธอ วันนี้ฉันแพ้ใจตัวเอง

แต่(ใน)วันนี้แค่ฉันเห็นเธอ ความเข้มแข็งมันก็ละลาย
ยิ่งเธอบอกให้เราเป็นอย่างนั้นได้ไหม
เธอรู้ไหมว่าทั้งหัวใจ ยอมกลับไปเป็นของเธอ
ตั้งแต่เจอเธอยืนหน้าประตู

เธอรู้ไหมว่าทั้งหัวใจ ยอมกลับไปเป็นของเธอ
ตั้งแต่เจอเธอยืนหน้าประตู...
[/spoiler]
 
 
11. ความทรงจำ
ศิลปิน : เต้ วิทย์สรัช
 
คิดถึงบ้านพักอลเวงของคุณ staying power มากเลย มันจี๊ดตรง "หากฉันใช้สมองจดจำเรื่องราว ก็ยังพอจะลืมเธอได้ แต่ฉันใช้หัวใจ เก็บความทรงจำเรื่องของเรา" นี่แหล่ะ
 
 
[spoiler]
ภาพของฉันและเธอ ทุกสิ่งที่เธอให้ฉัน
ที่ ที่เรานั้นเดินไปด้วยกัน
ปล่อยให้เป็นอดีตใส่กล่องวางทิ้งไว้
ทำเป็นลืมมันไปแต่ทำไมไม่ดีขึ้นเลย

เพราะแค่เพียงหลับตา ก็เห็นภาพเธออยู่อย่างนั้น
ยังไม่มีซักคืน ที่ฉันจะลืมว่ายังคงรักใคร

หากฉันใช้สมองจดจำเรื่องราว ก็ยังพอจะลืมเธอได้
แต่ฉันใช้หัวใจ เก็บความทรงจำเรื่องของเรา

ต่อให้พยายามสักเท่าไร
แต่ก็ทำได้เพียงแค่ทิ้งเรื่องราวรอบๆกายไป
อยากจะทิ้งเธอไปให้ไกล
แต่ความรักกลับยิ่งฝังลึกในใจขึ้นทุกที

จะทำไงให้ตื่น จากคืนที่ฉันฝัน ว่า..ยังมีเธอ
ทั้งที่ความจริง..ไม่มี

เพราะแค่เพียงหลับตา ก็เห็นภาพเธออยู่อย่างนั้น
ยังไม่มีซักคืน ที่ฉันจะลืม ว่ายังคงรักใคร

หากฉันใช้สมองจดจำเรื่องราว ก็ยังพอจะลืมเธอได้
แต่ฉันใช้หัวใจ เก็บความทรงจำเรื่องของเรา

ต่อให้พยายามสักเท่าไร
แต่ก็ทำได้เพียงแค่ทิ้งเรื่องราวรอบๆกายไป
อยากจะทิ้งเธอไปให้ไกล
แต่ความรักกลับยิ่งฝังลึกในใจขึ้นทุกที

หากฉันใช้สมองจดจำเรื่องราวก็ยังพอจะลืมเธอได้
แต่ฉันใช้หัวใจ เก็บความทรงจำเรื่องของเรา

ต่อให้พยายามสักเท่าไร
แต่ก็ทำได้เพียงแค่ทิ้งเรื่องราวรอบๆกายไป
อยากจะทิ้งเธอไปให้ไกล
แต่ความรักกลับยิ่งฝังลึกในใจขึ้นทุกที
จะทำอย่างไรถึงจะลืมเธอ ได้เสียที
[/spoiler]
 
 
12. ที่แห่งนี้
ศิลปิน : P.O.P.
 
 
[spoiler]
ที่แห่งนี้มีความรักอยู่ คอยรับรู้และคอยเข้าใจ
แม้ข้างนอกจะเป็นอย่างไร จะร้อนหรือหนาวแค่ไหน ก็ไม่สำคัญ
จะเตรียมความรักไว้ให้เธอพักผ่อน ลืมความร้อนเรื่องราวที่ไหวหวั่น
และรอยยิ้มที่มาจากใจ เพื่อเพิ่มเติมความสดใส เมื่อไหร่ที่พบกัน

ไม่ว่าวันเวลาจะหมุนจะเวียนเปลี่ยนไปแค่ไหน จะเป็นกำลังใจให้เธอได้รู้สึกดี
เป็นที่พักที่ให้ความเข้าใจ นานเท่าไรก็จะมี ให้กับเธอ อยู่ตรงนี้

แม้วันนี้เธอยังไม่รู้จัก แม้ความรักฉันเธอไม่เห็นค่า
แต่ฉันก็รู้ดีว่าสักวัน คู่แล้วคงไม่คลาดกัน ฉันขอสัญญา

ไม่ว่าวันเวลาจะหมุนจะเวียนเปลี่ยนไปแค่ไหน จะเป็นกำลังใจให้เธอได้รู้สึกดี
เป็นที่พักที่ให้ความเข้าใจ นานเท่าไรก็จะมี ให้กับเธอ คนนี้

ไม่ว่าวันเวลาจะหมุนจะเวียนเปลี่ยนไปแค่ไหน จะเป็นกำลังใจให้เธอได้รู้สึกดี
เป็นที่พักที่ให้ความเข้าใจ นานเท่าไรก็จะมี ให้กับเธอ อยู่ตรงนี้

ไม่ว่าวันเวลาจะหมุนจะเวียนเปลี่ยนไปแค่ไหน ไม่มีวันที่ใจที่ฉันจะลืมตามสักที
จะคงรอแต่เธอเสมอไป รอให้ใจได้ใกล้สักที ฉันจะบอกเธอ คำๆนี้
[/spoiler]
 
13. ฟ้า
ศิลปิน : Tattoo Colour
 
 
 
[spoiler]
คิดอยู่ ว่าต้องทนไว้
จะทุกข์จะทนเท่าไร ความรักจะพาหัวใจไป
คิดเอง ว่าต้องทนไว้
แต่ยิ่งทุกข์ยิ่งทนเท่าไร ความรักที่มียิ่งหายไป

จะโทษดิน จะโทษน้ำ จะโทษเดือนและดาว
กับเรื่องราว ที่ปวดร้าว ที่เธอมาทำแล้วหนีไป
ฟ้า ถ้าไม่ส่งมาให้เธอมีใจ
บอกกันซักคำเป็นไร
ว่าเหตุใด ต้องมาทำร้ายกัน
จากนี้เรื่องราวที่มี ก็ให้ลืมมันไป

อย่าจำว่าเคยเป็นใคร ว่ามีใครที่เคยทำร้ายคนอย่างฉัน
ทุกวัน จวบจนวันนี้
ชีวิตที่เราต้องมี จากนี้ต้องทำตัวเช่นไร
น้ำตา ที่ยังรินไหล จากความรักที่มีทั้งใจ
สุดท้ายเค้านั้นหายไป

จะโทษดิน จะโทษน้ำ จะโทษเดือนและดาว
กับเรื่องราว ที่ปวดร้าว ที่เธอมาทำแล้วหนีไป
ฟ้า ถ้าไม่ส่งมา ให้เธอมีใจ
บอกกันซักคำเป็นไร
ว่าเหตุใด ต้องมาทำร้ายกัน
จากนี้เรื่องราวที่มี ก็ให้ลืมมันไป

อย่าจำว่าเคยเป็นใคร ว่ามีใครที่เคยทำร้าย
(โนววว) จบกันซักที จบกันแค่นี้
ไม่มีใคร มีแต่ฟ้า ที่มองมา เห็นน้ำตา
จากนี้ไป โปรดเถิดฟ้า
ถ้าไม่ส่งมาให้เธอมีใจ ก็บอกกันได้ไหม
เหตุใดต้องมาทำร้ายกัน
จากนี้เรื่องราวที่มี ก็ให้ลืมมันไป

อย่าจำได้ไหม ว่ามีใครที่เคยทำร้าย
ว่ามีใครที่มาทำร้าย คนอย่างฉัน
[/spoiler]
 
14. ผิดที่เธอ
ศิลปิน : ปนัดดา เรืองวุฒิ
ชอบเสียงปนัดดา~~~
 
 
 
[spoiler]
คนอย่างเธอถึงทำอย่างไง
ไม่มีวันที่ฉันจะมองว่าดี
ไม่มีวันเปิดหัวใจรักเธอ
กลับไปซะอย่ามาให้เจอกันเลย
เธอก็รู้ว่าฉันทุกครั้งไม่เคยใจอ่อน
กับการทุ่มเทของเธอ

แต่แล้วทำไม วันนี้มีเธอจนล้นในใจ
ก่อนนั้นก็ไม่เคย จะคิดอะไร
มันเกลียดไม่อยากจะมองด้วยซ้ำ

สิ่งที่ทำลงไป ไม่ควร ฉันเองก็รู้
ห้ามอย่างไร มันอยาก
กลับไปเป็นเหมือนเดิม
กลับไปวันที่ไม่มีใครให้สบตา
ผิดที่เธอคนเดียว เธอทำให้ความรักเกิด
เพื่ออะไร เมื่อต่าง ต่างก็รู้กันอยู่
เราอยู่บนโลกที่ควร ห่างกัน

ตั้งแต่วันที่รู้ตัวเอง รู้ว่าใจของฉันกำลังรักเธอ
ก็เหมือนใจมันแบ่งครึ่งเป็นสองทาง
ห่างกันไปไกลๆ แล้วลืมเธอเลย
กลับปิดทางให้เธอแล้วทิ้งอะไรทุกอย่าง
แต่อย่างไงก็มีน้ำตา

ไม่รู้ทำไมต้องรับเธอมาในหัวใจ
ก่อนนั้นก็ไม่เคยจะสนใคร
มันแปลกที่ใจมาเป็นอย่างนี้

สิ่งที่ทำลงไป ไม่ควร ฉันเองก็รู้
ห้ามอย่างไร มันอยากกลับไปเป็นเหมือนเดิม
กลับไปวันที่ไม่มีใคร ให้สบตา
ผิดที่เธอคนเดียว เธอทำให้ความรักเกิด
เพื่ออะไร เมื่อต่าง ต่างก็รู้กันอยู่
ว่าเรา ต้องห้ามจิตใจเอาไว้

เธอคนเดียว ที่ทำให้ความรักเกิด เพื่ออะไร
เมื่อต่าง ต่างก็รู้กันอยู่ เราอยู่บนโลกที่ควร ห่างกัน
[/spoiler]
 
15.  คำสาป 
ศิลปิน : ปราโมทย์ ปาทาน
 
 
 
[spoiler]
เคยเป็นอย่างคนที่ไม่เคยแคร์อะไรเท่าไร
ใครคนไหนเข้ามาก็ไม่คิดให้จัย ยังไม่เคยคิดผูกพัน
จนมาเจอะเธอ ตั้งแต่เราเข้ามาใกล้กัน
หมดใจฉันทั้งใจก็ไม่เหมือนเมื่อวาน
มีแต่เธอคนเดียว

แต่ความสุขเรา ไม่ยืนไม่ยาวเท่าไร
คนบนฟ้าเค้าไม่เป็นใจ ให้มาเจอแล้วให้ต้องลา

นี่มันคงเป็นคำสาปฟ้าใช่ไหม
เจอคนที่ดีเมื่อไร ต้องเอา เอาไปจากฉัน
ให้เวลาไม่นานเท่าไร ที่ได้รักแค่สายลมผ่าน
และที่แสนนาน คือความช้ำที่ไม่อาจจะลืม

มันคงจะดี ถ้าหากเราไม่เคยพบเจอ
ต่างไม่รู้ว่าใคร ไม่มีฉันและเธอ
คงไม่เจอเรื่องปวด ...ใจ

แต่คนบนฟ้า ก็มาทำให้เจ็บหัวใจ
จะให้รักทันที กับต้องมีเสียใจ
ทำไมช่างทำกัน

แต่ความสุขเรา ไม่ยืนไม่ยาวเท่าไร
คนบนฟ้าเค้าไม่เป็นใจ ให้มาเจอแล้วให้ต้องลา

นี่มันคงเป็นคำสาปฟ้าใช่ไหม
เจอคนที่ดีเมื่อไร ต้องเอา เอาไปจากฉัน
ให้เวลาไม่นานเท่าไร ที่ได้รักแค่สายลมผ่าน
และที่แสนนาน คือความช้ำที่ไม่อาจจะลืม

นี่มันคงเป็นคำสาปฟ้าใช่ไหม
เจอคนที่ดีเมื่อไร ต้องเอา เอาไปจากฉัน
ให้เวลาไม่นานเท่าไร ที่ได้รักแค่สายลมผ่าน
และที่แสนนาน คือความช้ำที่ไม่อาจจะลืม
[/spoiler]
 
16. แค่คนอีกคน
ศิลปิน : ปราโมทย์ ปาทาน
 
 
 
[spoiler]
คงหวังสูงเกินไปจะให้เธอให้ความสำคัญ
ชีวิตชั้นมันเพียงบนดิน
เพียงสักครั้งสักคราแค่เธอมาทักทายให้ได้ยิน
มองเธอยิ้มให้กันก็ดีแล้ว

บอกกับตัวเองให้ฝันแค่พอประมาณ
แค่ให้พอชื่นใจ บอกเอาไว้ให้ว่าควรพอแค่นี้...
แค่เป็นอีกคนคนอีกคน คนหนึ่งคน
คนที่รักเธอไกลๆ คนที่ไร้ตัวตนในสายตา

แค่คนอีกคนเป็นอีกคน
คนที่มองอยู่ทางนี้หวังดีต่อเธอเรื่อยมา
ไม่แคร์ว่าเธอไม่เคยเห็นค่าความสำคัญ
คนรอบๆตัวเธอ แต่ละคนเค้าชั่งดูดี
มีเค้าแล้วที่เธอต้องการ มองแล้วชั้นเข้าใจ
ได้แค่คอยเฝ้าดูและรับฟัง
วันไหนที่เทอเจอคนที่รัก

บอกกับตัวเองให้ฝันแค่พอประมาณ
แค่ให้พอชื่นใจ บอกเอาไว้ให้ว่าควรพอแค่นี้...

แค่เป็นอีกคนคนอีกคน คนหนึ่งคน
คนที่รักเธอไกลๆ คนที่ไร้ตัวตนในสายตา
แค่คนอีกคนเป็นอีกคน
คนที่มองอยู่ทางนี้หวังดีต่อเธอเรื่อยมา
ไม่แคร์ว่าเธอไม่เคยเห็นค่าความสำคัญ

แค่เป็นอีกคนคนอีกคน คนหนึ่งคน
คนที่รักเธอไกลๆ คนที่ไร้ตัวตนในสายตา
แค่คนอีกคนเป็นอีกคน
คนที่มองอยู่ทางนี้หวังดีต่อเธอเรื่อยมา
ไม่แคร์ว่าเธอไม่เคยเห็นค่าความสำคัญ
[/spoiler]
 
17. รักไม่ใช่ประเด็น
ศิลปิน : เสนาหอย
เสียงกวน แต่ความหมายซาบซึ้ง
 
 
 
[spoiler]
ขอบคุณที่ให้ฉันดูแลเป็นเพื่อนในบางครั้ง
ขอบคุณที่ระบายให้ฟังทุกเรื่องที่เหนื่อยใจ
แม้จะเป็นคนสุดท้ายที่เธอจำได้ก็ยังดีกว่าเป็นคนแรกที่เธอลืม
* ไม่รู้ว่าตลอดกาลมันนานซักแค่ไหน
แต่ฉันก็ตั้งใจจะทำเพื่อเธอไปแค่นั้น
รักฉันบ้างรึเปล่าไม่ใช่ประเด็น ไม่ใช่เรื่องสำคัญ
แค่ขอให้เพื่อนคนนี้ ของฉัน มีความสุขกับชีวิตก็พอ
** ไม่เคยคิดว่าฉันดีพอ จะครอบครองเธอไว้
แต่บอกเลยว่าฉันเต็มใจ ให้เธอเป็นเจ้าของ
แม้จะเป็น คนสุดท้าย ที่เธอจำได้ ก็ยังดีกว่าเป็นคนแรกที่เธอลืม
(ซ้ำ *)
*** ฟ้ากำหนดมาแล้วให้ทำเพื่อเธอ
ฟ้าให้อยู่เพื่อเธอไม่มีคำ ว่าทำไม่ได้
ไม่เคยบอกว่ารัก เพราะมันอาจรบกวนเธอมากไป
ไม่เป็นไรแค่ความรู้สึกของฉัน
(ซ้ำ*,***) (เท่านั้นเอง)
[/spoiler]
 
18. ชีวิตที่ขาดเธอ
ศิลปิน  : ปั๊บ โปเตโต้
 
 
 
[spoiler]
เมื่อก่อนไม่เคยได้คิด ผิดอะไรไม่เคยจะรู้
ไม่ได้ดูว่าในสิ่งที่กระทำ ทำให้ใครบางคนเสียใจ
จนเมื่อจบตรงการแยกทาง ทุกๆ อย่างที่เคยทำไว้
ก็ได้กลับมาเตือนย้ำใจให้คิด ว่าฉันนั้นโง่แค่ไหน

อยากจะหมุนเวลาให้กลับยังไง ก็ไม่ย้อนมันคืนได้แล้ว
ได้แต่ขอให้เธอได้โปรดอภัยให้กัน สักครั้งจะยอมได้ไหม

ช่วงชีวิตฉันที่ขาดเธอเหมือนจะตาย หัวใจมันทนไม่ไหว
มันเคยแต่มองร้องหาว่าเธอ อยู่ไหนและเป็นอย่างไร
กลับมาหาฉัน ได้โปรดเถอะนะคนดี ต่อจากนี้ที่เคยร้องไห้
จะไม่ทำให้เธอต้องช้ำและเสียน้ำตา
กลับมาเป็นอย่างเดิมได้ไหม รักกันอย่างเก่า

แต่ก่อนไม่เป็นอย่างนี้ อยู่ดีๆ น้ำตาก็ไหล
อยากให้เธอได้ฟังว่าฉันละอาย ที่ทำให้เธอเสียใจ
ทำให้จบตรงการแยกทาง ทุกๆ อย่างที่เคยทำไว้
คงไม่กลับมาเตือนย้ำใจให้คิด ว่าฉันนั้นโง่แค่ไหน

อยากจะหมุนเวลาให้กลับยังไง ก็ไม่ย้อนมันคืนได้แล้ว
ได้แต่ขอให้เธอได้โปรดอภัยให้กัน สักครั้งจะยอมได้ไหม

ช่วงชีวิตฉันที่ขาดเธอเหมือนจะตาย หัวใจแทบทนไม่ไหว
มันเคยแต่มองร้องหาว่าเธอ อยู่ไหนและเป็นอย่างไร
กลับมาหาฉัน ได้โปรดเถอะนะคนดี ต่อจากนี้ที่เคยร้องไห้
จะไม่ทำให้เธอต้องช้ำและเสียน้ำตา
กลับมาเป็นอย่างเดิมได้ไหม รักกันอย่างเก่า

รู้ว่าแผลที่ฉันนั้นได้ฝากยากจะลบมันไปจากใจ
แต่ว่าขอได้ไหม ให้เป็นฉันได้ไหม ให้ฉันรักษาเธอเอง

ช่วงชีวิตฉันที่ขาดเธอเหมือนจะตาย หัวใจมันทนไม่ไหว
มันเคยแต่มองร้องหาว่าเธอ อยู่ไหนและเป็นอย่างไร
กลับมาหาฉัน ได้โปรดเถอะนะคนดี ต่อจากนี้ที่เคยร้องไห้
จะไม่ทำให้เธอต้องช้ำและเสียน้ำตา
กลับมาเป็นอย่างเดิมได้ไหม รักกันอย่างเก่า

อยากจะพูดให้รู้ว่า...รักเพียงเธอ
[/spoiler]

 

edit @ 5 Jan 2012 14:54:39 by kurobina

edit @ 5 Jan 2012 15:23:45 by kurobina

ชีวิตมหาลัย

posted on 18 Dec 2011 08:26 by destiny-ask
เขียนบล้อกนี้ขึ้นมาเพื่อให้ข้อมูลสำหรับเด็ก ๆ ที่อยากรู้เรื่องเกี่ยวกับมหาลัย
 
ตอนอยู่มัธยม สงสัยตลอดเลยว่าชีวิตมหาลัยนี่มันยังไงกันแน่ เพราะเป็นลูกคนโตของป๊าม๊า เป็นหลานคนโตของทั้งยายและย่า ก็เลยไม่มีพี่ญาติเลยสักคน (สรุปแล้วบล้อกนี้ก็สนองนี้ดตูตอนเป็นเด็ก ๆ ไปด้วย เพราะดูเหมือนไม่มีใครเขียนของที่ตูอยากอ่านเลย)
 
ตอนเรารู้ว่าจะเรียนบัญชี ก็ตั้งใจจะเข้ามาเรียนในกรุงเทพให้ได้ เพราะเส้นทางอาชีพน่าจะสดใสก้าวหน้ามากกว่า สอบสองที่ แค่จุฬาฯกับธรรมศาสตร์เท่านั้น ถ้าไม่ติดก็จะเลิกเรียนแล้ว หนูจะไปเลี้ยงควาย T^T
 
สรุปว่าติดทั้งสองที่ (อย่างงง ๆ ) ตอนนั้นไปสอบสัมภาษณ์ที่ธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ กับจุฬาฯ (วันสอบสัมภาษณ์ดันมาตรงกับวันปัจฉิมของโรงเรียนพอดีอีก เหยดดดดด) ความรู้สึกแตกต่างกัน แต่คุณพ่อประทับใจธรรมศาสตร์มากกว่า อยากจะให้ไปเข้า เราก็ชอบนะ ชอบบรรยากาศเมืองเก่า แต่การเดินทางยากลำบากมากเลย มองหาหอแถวนั้นก็ไม่มี + ไม่มีความรู้เกี่ยวกับกรุงเทพเลย นั่งรถเมล์ก็ไม่เป็น แต่พอไปจุฬาฯก็มีรถไฟใต้ดินถึงข้าง ๆ คณะเลย ส่วนที่อยู่ก็หาที่ไหนก็ได้ที่ติดรถไฟฟ้า ถ้ายังไงไม่ได้ก็ยังมีหอมหาลัยให้เป็นตัวเลือกอยู่อีก (รู้สึกที่ท่าพระจันทร์จะไม่มีหอพักนักศึกษานะ แล้วเขาอยู่กันยังไงเนี่ย)
 
สรุปก็เลยเลือกจุฬาฯ ด้วยความสะดวกหลาย ๆ ประการ (เราเป็นคนต่างจังหวัดที่ชินกับย่านสยามมากกว่าย่านอื่น ๆ ในกรุงเทพด้วย)
 
แอบเสียดายค่าสอบ GAT PAT อยู่เหมือนกัน เสียไปตั้งหลายพัน ไม่ได้ใช้สักครั้ง (แต่มองคะแนนแล้วก็ไม่อยากจะเอาไปใช้ให้ขายหน้้าหรอกนะ ๕๕๕)
 
เพราะฉะนั้นพอได้เป็นนิสิต (จุฬาฯใช้คำว่านิสิต ใช้จนติดปากแล้ว) ชีีวิตก็เปลี่ยนไปเลย เปลี่ยนไปโม้ดดด ทั้งเมืองที่อยู่ เพื่อนฝูง รูปแบบการเรียนการสอน รูปแบบการทำกิจกรรม ฯลฯ ไม่มีอะไรสักอย่างที่เหมือนมัธยม
 
1. ไม่มีเข้าแถวหน้าเสาธง อันนี้ชอบมาก ๆ ไม่ต้องแหกขี้ตาตื่นตั้งแต่เช้าเพื่อไปให้ทันเพลงชาติแล้ววว มีความสุขที่สุด ๕๕๕ บางวันไม่มีเรียนตอนเช้าก็ไม่ต้องตื่นเช้าด้วยซ้ำ เหมือนมีพิธีถวายบังคมครั้งนึงตอนเข้ามาใหม่ ๆ แล้วก็มีพิธีนิด ๆ หน่อย ๆ ก็จบแล้ว
 
2. ชั่วโมงเรียนเป็นแหว่ง ๆ โหว่ ๆ อันนี้ก็ชอบอีกแล้ว ๕๕๕ บางวันเรียนเช้าแค่สองชม.แล้วก็กลับบ้านได้เลย บางวันเรียนแค่ตอนบ่าย บางวันก็เรียนทั้งวัน บางวันก็ไม่มีเรียนเลย แล้วว่างของมหาลัยนี่คือว่างจริง ๆ เพราะเราไม่มีวัฒนธรรมเรียนพิเศษอีกแล้ว ไม่ต้องเอาวันหยุดอันมีค่าไปสังเวยให้สถาบันกวดวิชา หรือร่อนไปร่อนมาที่อุ๊แลนด์ แต่จะมีกิจกรรมเข้ามาแทน ซึ่งกิจกรรมเนี่ยเราก็เลือกได้ว่าจะทำหรือไม่ทำ (เราทำอะ มีอะไรสนใจวิ่งเข้าใส่หมด จนหัวหมุนแล้ว แต่สนุกมาก ๆ แต่เพื่อนบางคนก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีกิจกรรมพวกนี้อยู่)
 
3. กิจกรรมในมหาลัยเยอะมาก มีทั้งของBBA ของคณะ ของมหาลัย แล้วยังมีชมรมอีก ชมรมก็มีของBBA ของคณะ ของมหาลัย ซึ่งแต่ละชมรมก็จะมีกิจกรรมชมรมของตัวเอง มึนรึเปล่า ๕๕๕ สรุปก็คือเยอะจริง ๆ เยอะ ๆ ๆ มีอะไรน่าสนใจน่าทำเยอะมาก รู้จักคนหลายกลุ่ม 
 
พอเข้ามาในมหาลัยใหม่ ๆ จะมีงานรับน้อง งานพิธีโน่นนี่นั่น(เช่นรับน้องบ้าน(คือของมหาลัย) รับน้องของคณะ พิธีรับปริญญาของพี่บัณฑิต ฯลฯ)สนุกสนาน ตอนเปิดเทอมใหม่ ๆ มีงานเปิดโลกกิจกรรม เป็นคล้าย ๆ นิทรรศการ ในนั้นก็จะมีซุ้มชมรมต่าง ๆ มาออกร้านแย่งชิงเด็ก ๆ (แลดูคล้ายการหาเหยื่อ) วันนั้นไปเดินดู ลงชื่อไปสิบกว่าชมรม แต่ได้อยู่จริง ๆ ก็ไม่กี่ชมรมหรอก ในชมรมก็ไม่ได้มีคนเยอะอย่างที่คิด แต่ละชมรมก็มีวัฒนธรรมแตกต่างกันไป แล้วคนแต่ละชมรมก็มีกลิ่นอายต่างกันไปยังไงไม่รู้ เราอยู่ชมรมวรรณศิลป์ ชมรมพุทธ แล้วก็ชมรม CUChorus
 
พูดเรื่องชมรมคร่าว ๆ ดีกว่า ชมรมที่เราสนิทที่สุดก็คือชมรมวรรณศิลป์ ซึ่งเป็นชมรมเกี่ยวกับการเขียน วาด และอื่น ๆ แต่เน้นเขียนมากสุด ทุกเทอมสมาชิกในชมรมจะช่วยกันทำจุลสารของชมรมออกมา เขียนอะไรส่งไปก็ได้สักอย่าง(กลอน, เรื่องสั้น , นิทาน , การ์ตูน​​ ฯลฯ แต่ได้ข่าวว่าของธรรมศาสตร์เขาออกจุลสารทุกอาทิตย์ ขยันโคตร) ห้องชมรมอยู่ที่ตึกจุล ชั้นสี่ (ไม่มีลิฟท์ ไม่มีแอร์....) ในห้องชมรมก็จะมีสิ่งมีชีวิตนั่งเล่นคอมพิวเตอร์กับเกมกระดานอยู่ ราวกับเป็นชมรมหมากกระดาน แต่เมื่อรวมกันสามสี่คนขึ้นไป ก็จะเริ่มพูดคุยกันเช่น นิยายเรื่องนั้นหนุกหนาน เคยอ่านยัง  ยัง ๆ เอามายืมหน่อย พระเอกคนนั้นโคตรน่ารัก ฯลฯ เป็นชมรมสำหรับการเม้ามอยนั่นเอง ส่วนใหญ่จะคุยกันในกรุ๊ปfacebook มากกว่า คุยกันทุกคืนจนรู้จักกันทั้งชมรมแล้วล่ะ  (พอมาอยู่มหาลัยแล้วกรุ๊ปในเฟซบุ๊คจะงอกขึ้นประมาณ 20 กรุ๊ป... ทั้งกรุ๊ปชมรม (บางชมรมก็มีหลายกรุ๊ปอีก) กรุ๊ปคณะ กรุ๊ป BBA กรุ๊ปงานกลุ่ม กรุ๊ปวิชาเรียน ฯลฯ)
 
แล้วก็ปีนี้จะมีงานเกียรนิยมวรรณศิลป์ เนื่องจากเราเข้ามาปีแรก ก็เลยไม่รู้อะไรเกี่ยวกับงานนี้เลย เห็นพี่เขาบอกว่าจะมีการจัดการประชันกลอนสด และอะไรเทือก ๆ นั้น เราสมาชิกชมรมก็มีหน้าที่ไปโกยคนมาร่วมงานกับประสานงานกับมหาลัย =w= สนุกจริง ๆ ตอนนี้งานเลื่อนออกไปเพราะน้ำท่วม คาดว่าจะจัดจริงอีกประมาณสามเดือนหน้า...
 
ชมรมพุทธ มีกิจกรรมทุกเช้า ทุกเย็น สวดมนต์ธรรมวัตรเช้าเย็น วันพฤหัสมีตักบาตรหน้าสระน้ำจุฬาฯ คนชมรมนี้แยกออกง่ายมาก ถ้าเป็นผู้ชายจะหัวเกรียน (เพราะโกนหัวบวชตอนปิดเทอมทุกปี) ถ้าเป็นผู้หญิงจะผมสั้น จริง ๆ !! พี่ชมรมนี้ผมสั้น 90% งงมาก ๆ คือผู้หญิงไม่ต้องบวชใช่ไหมคะ? ชมรมพุทธมีห้องที่ไฮโซที่สุดในตึกจุลแล้ว เป็นห้องที่มีพัดลม มีทีวี กว้างขวาง มีเบาะนั่งสมาธิ มีตู้หนังสือ มีตู้เย็น!! มีโต๊ะหมู่บูชา ฯลฯ
 
ชมรม CUChorus ประทับใจตั้งแต่วันรับน้องอะไรสักอย่าง นิสิตใหม่ทุกคนจะได้เข้าไปในหอประชุมจุฬาฯ แล้วพี่ ๆ ชมรมนี้จะมาร้องเพลงให้ฟัง เพราะมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ฟังแล้วประทับใจจนรู้สึกว่าดวงตาเป็นประกาย ตอนจะเข้าต้อง Audition ด้วยนะ คุณจะมาเป็นคนชมรมนี้ ต้องร้องเพลงไม่เพี้ยน เราก็สอบผ่านมาได้ =w=สอบเสร็จเขาจะแบ่งพาร์ทให้เลย คุณคือ soprano หรือ alto ถ้าเป็นผู้ชายก็เป็น tenor หรือว่า bass  แล้วก็จะนัดซ้อมอาทิตย์ละสามครั้ง ครั้งละสามชั่วโมง ทั้งสามชั่วโมงต้องยืนตรง ร้องเพลง ไม่สนุกตรงปวดขานี่แหล่ะ ๕๕๕​ แต่ซ้อมไปซ้อมมาก็เริ่มชินไม่รู้สึกอะไรกับขาแล้วนะ พี่ ๆ ที่ชมรมฮามาก ๆ น่ารักงุงิง๊องแง๊ง เป็นชมรมที่มีห้องแอร์!! ห้องแอร์!!!! เพราะห้องชมรมไม่ได้อยู่ที่ตึกจุล แต่อยู่ที่สนามจุ๊บกับจามเก้า (มีสองที่) ข้อเสียคือไกลมาก = =' ขี้เกียจเดินสุด ๆ ในห้องชมรมมีเปียโนสองหลัง ตู้เก็บโน๊ตเพลง คอมพิวเตอร์ (เอาไว้แต่งเพลง) กับตุ๊กตาอีกจำนวนหนึ่ง (ตุ๊กตาจริง ๆ นะ)
 
เอ่อ พอเรื่องชมรมดีกว่า ๕๕๕
 
4. เนื่องจากเราเรียนอินเตอร์ การเรียนการสอนจึงเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด แม้อาจารย์จะเป็นคนไทยบางวิชาก็ตาม สำหรับน้องที่จะตามเข้ามาเรียน อยากจะบอกว่า ไม่ต้องกังวลว่าจะฟังไม่รู้เรื่องค่ะ อาจารย์ไม่ได้ใช้ศัพท์ยากวิริศมาหราเหมือนในข้อสอบ SAT หรอกนะ (สงสัยเหมือนกันว่าจะมีใครเอาศัพท์นรกพวกนี้ไปใช้ในชีวิตประจำวันบ้างวะคะ ตอนสอบนี่ท่องเกือบแย่) ตำหรับตำราBBA office จะหามาให้หมดเลย เราไม่ต้องออกตังค์ซื้อเอง แล้วก็ไม่ค่อยได้ใช้ด้วย วิชาที่ได้ใช้ Text จริง ๆ จัง ๆ หน่อยก็มีวิชาบัญชี กับวิชาภาษาอังกฤษ นอกนั้นกองเอาไว้เถิด ไม่ได้ใช้เลย ไม่ต้องเอาไปมหาลัยด้วยซ้ำ เอาไว้เปิดอ้างอิงที่บ้าน
 
5. เราเลือกวิชาที่เราจะเรียนหรือไม่เรียนได้!! อันนี้ก็ดี แต่เกิดขึ้นกับนักเรียนทั่วไป ที่ไม่ใช่ BBA ใช่ค่ะ ชะตาชีวิตของนิสิตใน BBA นั้น เขาเลือกวิชาให้เราหมดเลย T^T มหาลัยให้ลงได้เทอมละไม่เกิน 22 หน่วยกิต (ถ้าจำไม่ผิดนะ) ถ้าเป็นคนปกติทั่วไปก็ต้องไปเฟ้นหาวิชาที่จะเรียนในเทอมนี้มา ว่าวิชาที่ว่ามีรหัสอะไร หน่วยกิตเท่าไหร่ อาจารย์คนไหนสอน เกรดได้ง่ายรึเปล่า เวลาเรียนตอนไหน มี required อะไรรึเปล่า (คือต้องเรียนคอสไหนมาก่อนหรือเปล่า) อารมณ์เหมือนลงเรียนพิเศษ =w=" แล้วเอารหัสวิชาที่จะลงนั้นไปลงทะเบียนในเว็บ reg chula (www.reg.chula.ac.th ถ้าจำไม่ผิดตอนสมัครเข้ามหาลัยก็ต้องใช้เว็บนี้เหมือนกัน แล้วก็ตอนเข้ามาเป็นนิสิตใหม่ก็ต้องกรอกข้อมูลในเว็บนี้ด้วย) ลงทะเบียนเสร็จก็ต้องมานั่งกลุ้มใจว่าจะเด้งหรือเปล่า เด้งก็คือวิชานั้นคนลงเยอะเกินไป คุณลงช้าไป อดเรียน ๕๕๕  สำหรับ BBA พอถึงเวลาที่ต้องลงทะเบียนเทอมใหม่ จะมีเมลล์เข้ามาบอกว่า เทอมต่อไปคุณต้องเรียนอันนี้  ๆ ๆ ๆ นะ มีรหัสวิชา หน่วยกิต และอื่น ๆ มาให้หมดเลย เราก็แค่ copy paste ใส่เว็บ reg chula เรียบร้อย ไม่มีเด้ง
 
 อีกอย่างเขาให้โอกาสเราด้วยค่ะ มีช่วงเวลาdrop ช่วงเวลาwithdrow ดร็อปก็คือ พอเริ่มเรียนคอสนี้ไปได้ครั้งสองครั้งไม่ชอบสไตล์การสอนของอาจารย์คนนี้ หรือคิดว่าเรียนไปแล้วมันไม่ใช่!!! ก็ยื่นเรื่องขอdropได้ ไม่มีประวัติด่างพร้อยบนประวัติการเรียน ช่วงdropจะเป็นช่วงตั้งแต่เปิดเทอมจนหลังมิดเทอมนิด ๆ เพื่อนเราคนนึงไปสอบมิดเทอมสาย  drop เลย รอเรียนใหม่ปีหน้า ส่วน withdrow คือการเอาคอสนี้ออกไป เกิดเกรดมันแย่มากจนไม่อยากเอาไปโชว์ไหน ก็ไปถอนได้ แต่มันไม่เหมือนการ drop ตรงที่ จะมีตัว w สวยงามอยู่บนประวัติผลการเรียน เวลาไปสมัครงานเค้าอาจจะถามว่าคุณถอนทำไมเนี่ย อะไรทำนองนั้น
 
drop ก็มีแล้ว จะ add ก็ได้นะ แต่ก็มีช่วงเวลาเหมือนกัน ไม่ใช่จู่ ๆ โผล่เข้ามากลางคอสก็เรียนไม่ทันน่ะสิคะ 
 
ทั้งหมดทั้งปวงมีค่าใช้จ่ายหมดนะ ไม่ถูกด้วย ; - ; จ่ายตังค์ค่าลงทะเบียนสายเสียค่าปรับตั้งเป็นพัน (เรายังไม่เคยนะอย่ามองเซ่!!)
 
6. ระบบพี่น้อง ตอนนี้เรามีพี่รหัสสามคนแล้ว พี่รหัส BBA พี่รหัสคณะ พี่รหัสมหาลัย (สูตรเดิม ๕๕) ส่วนจะสนิทหรือไม่สนิทก็ขึ้นอยู่กับรุ่นน้องและรุ่นพี่ว่าเข้ากันได้ดีแค่ไหน รุ่นพี่ตามจิกเอ้ยยย เอาใจใส่แค่ไหน ยิ่งสนิทยิ่งดีจ้า เวลาปรึกษาด้านการเรียนก็จะได้ไม่ลำบากใจ ส่วนตัวเราสนิทกับพี่รหัสคณะมาก ๆ (โชคดีพี่รหัสเราเรียน BBA แถม A ช้วน = เอทุกตัว อีกต่างหาก) พี่รหัสบางคนพอจะเทอมใหม่ก็เอาชีทเป็นตั้งมากอง ปึ้ก!!! แล้วหายหัวไป ไม่เคยพบเคยเจออีกเลย แต่พี่รหัสเรามีติวให้ด้วยเวลาใกล้สอบ ใจดีมาก TwT 
 
7. คณะนึง = โรงเรียนนึง เรารู้สึกอย่างนั้นนะ เราเป็นเด็กคณะบัญชี ก็เดินวนเวียนเรียนอยู่แค่ในคณะบัญชีนี่แหล่ะ แต่จริง ๆ แล้วถ้าเราเลือกวิชานอกคณะ (เลือกได้นะ) เราก็ต้องร่อนไปคณะอื่นเหมือนกัน เราอาจจะลงภาษาสเปน ก็ต้องหอบสังขารไปเรียนที่คณะอักษร 
 
ภายในคณะก็จะมีโรงอาหาร ห้องสมุดคณะ ตึกคณะ ฯลฯ บัญชีมีตึกคณะอยู่สี่ตึก คือไชยยศสมบัติ 1 2 3 กับตึก BBA ที่เขาเรียกว่าตึก 50 ปี 60 ปี อะไรสักอย่างจำไม่ได้ เรียกแต่ตึกBBA แล้วก็มีอีกตึกที่ใช้คือ มหิตธลาธิเบศ(ไม่รู้เขียนถูกหรือเปล่านะ) ตึกนี้เป็นตึกรวม ๆ เศรษฐศาสตร์ก็ใช้ แล้วก็มีนิสิตคณะอื่นมาใช้เรียนวิชาภาษาอังกฤษด้วย (รู้สึกเขาจะเรียก เอ๊กอิ้งค์ (ex-eng) ไม่รู้ไม่ได้เรียน ๕๕๕) ห้องเรียน BBA หลัก ๆ อยู่ชั้น 13 ตึกมหิตหมดเลย โรงอาหารคณะบัญชีกับเศรษฐศาสตร์ใช้โรงอาหารใต้ตึกมหิตเหมือนกัน 
 
ตอนก่อนจะเข้ามาคิดว่าเศรษฐศาสตร์กับบัญชีจะสนิทกันกว่านี้นะ แต่พอเข้ามาจริง ๆ ไม่ค่อยเลย ตอนนี้รู้จักเด็กเศรษฐศาสตร์ไม่กี่คนเอง ขนาดอยู่ใกล้กันมากเลยนะเนี่ย
 
8. เครื่องแบบ....อยู่จุฬาฯ ต้องใส่เครื่องแบบให้ถูกระเบียบ ก็เหมือนใส่ชุดนักเรียนไปโรงเรียน เพียงแต่ว่า วันไหนไม่มีเรียนจะใส่ชุดเล่นไปเดินเล่นในห้องชมรมก็ไม่ได้ผิดแต่อย่างใด(ถ้าจะเข้าห้องสมุดก็ต้องแต่งตามระเบียบเค้า เช่นห้ามรองเท้าแตะ กางเกงขาสั้น ฯลฯ ) เครื่องแบบเอาไว้ใส่เรียน กับใส่เข้าห้องสอบ ส่วนธรรมศาสตร์ได้ข่าวมาว่าใส่ชุดเล่นไปเรียนได้ เขาให้อิสระ ^^ แต่เพื่อนเราบอกว่าห้ามบางอย่างเหมือนกัน เช่นบ็อกเซอร์ =A=" เพราะมีพี่บางคนพึ่งตื่นนอน หัวยุ่ง ๆ หน้าไม่ล้าง วิ่งไปเรียน อาจารย์ก็ เอ่อ... คุณทำอะไร...
 
ชุดนิสิตไม่เหมือนชุดนักเรียนตรงที่มีความหลากหลายมากกว่า ขออธิบายแต่เครื่องแบบของผู้หญิงเพราะเดี๋ยนไม่ใช่ผู้ชาย... ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับเครื่องแบบพวกนั้นเลย
 
ตอนเข้ามาใหม่ๆ เราก็ไปซื้อเสื้อผ้ากับพี่สาวที่รู้จักกัน 
 
พี่สาว : พี่จะไปซื้อกระโปรงสอบด้วยล่ะ จบปีหนึ่งแล้ว ^^
เรา : เอาไว้ใส่ไปสอบเหรอคะ
พี่สาว : เอ่อ ไม่ใช่ลูก.. มันเป็นประเภทของกระโปรงน่ะ
 
ใช่แล้วล่ะ กระโปรงผู้หญิงมีสองทรง คือพลีทกับสอบ 
 
 
รูปเผา ๆ นี้คงช่วยพอให้นึกภาพออกนะ ' w ' กระโปรงพลีทนี่เป็นกระโปรงที่นิสิตปีหนึ่งใส่กันจ้า ปี 1 ห้ามใส่สอบ เราก็ใส่พลีทกันไปจนจบปีหนึ่ง กระโปรงพลีทเป็นกระโปรงอัดกลีบที่มีกลีบเยอะกว่ากระโปรงนักเรียน มีเกรดตั้งแต่ซื้อเอา เอวยางยืด ราคาไม่เกินสามร้อย จนถึงสั่งตัด ราคาเกือบพัน ถ้าเกรดดีหน่อยผ้าก็จะดี ลมพัดไม่ปลิว (คือถ้ามันปลิวเปิดก็เห็นไปถึงไหนถึงไหน) บางร้านผ้าบางจนมองทะลุได้ก็มี (อันนี้น่ากลัว เวลาซื้อดูดี ๆ ) กระโปรงนิสิตเขานิยมใส่ห้อยสะโพก  มีสีกรมกับสีดำ แล้วแต่วัฒนธรรมคณะว่าคณะไหนใส่สีไหน สั้นยาวเท่าไหร่ เช่นบัญชีจะใส่สีกรมยาวประมาณเข่า แต่ถ้าเป็นนิเทศน์จะใส่สีดำยาวเท่าเข่า เด็กศิลป์กรรมต้องใส่ยาวถึงแข้ง ฯลฯ
 
ส่วนกระโปรงสอบไม่มีข้อมูลเพราะไม่เคยใส่จ้า รู้แต่ว่าช่วงรับน้องต้องใส่สอบยาวตลอด มีสอบยาวกับสอบสั้น มีผ่า ให้เลือกได้ผ่าหลังหรือผ่าข้าง (ผ่าหน้าไม่เคยเห็น ๕๕๕) ผู้ชายบางคนก็บอกว่าผู้หญิงใส่สอบเซะซี่ดี แต่เราคิดว่าทรงมันดูอึดอัดยังไงไม่รู้ พลีทเนี่ยใส่สบาย~~
 
มาถึงเรื่องเสื้อกันบ้าง เสื้อนิสิตไม่มีกระดุมให้นะ แต่ละมหาลัยก็จะไม่เหมือนกันด้วย เพื่อนเราอยู่มหิดลแล้วไปซื้อเสื้อแบบจุฬาฯมา ผิดแบบมหาลัย ๕๕๕  กระดุมเราต้องซื้อแยกต่างหาก เป็นกระดุมของมหาลัย เราก็ใส่ห่วงติดเข้าไป(เดี๋ยวนี้มีที่ช่วยติดกระดุมแล้ว ไม่ต้องใช้ห่วงก็ได้) ตอนแรกมีปัญหามากว่ามันทำยังไงฟระ ถ้าไม่ลืมจะเขียนบล้อกแยกต่างหากเพื่อเรื่องนี้โดยเฉพาะ ๕๕๕  เสื้อนิสิตติดเข็มมหาลัยด้วย ที่จุฬาฯจะติดเข็มที่"เบื้องอกด้านขวา" ถ้าเข้าใจไม่ผิดที่อื่นเขาติดข้างซ้ายกัน เขาบอกว่าของพระราชทานทุกอย่างเราเอาไว้ด้านขวา ก็เลยต้องติดเข็มด้านขวา แนะนำให้ไปทำตัวหนอนเอาไว้ใส่เข็ม เพราะถ้าปักเสื้อโดยตรงไปนาน ๆ เดี๋ยวเสื้อเป็นรู... ถ้าซื้อเสื้อกับบางร้านเขาจะมีตัวหนอนทำไว้ให้อยู่แล้ว เช่นเสื้อของสหกรณ์จุฬาฯ 
 
เสื้อนิสิตมี option เสริมก็คือ ใส่ติ้งได้!! ติ้งจะเป็นอันห้อย ๆ ที่ห้อยลงมาจากกระดุมปกเสื้อ เรามีติ้งสามสี่อัน ติ้งพระเกี้ยว ติ้งคณะ (แต่ละคณะก็จะมีติ้งของตัวเอง เงื่อนไขกการรับก็แล้วแต่) ติ้งกรุ๊ป ติ้งชมรม ติ้งซื้อมาเอง ฯลฯ
 
ติ้งของคณะบัญชีเขามีธรรมเนียมปฏิบัติมาว่า ทุกคนจะได้ติ้งจากการเข้าห้องเชียร์ ห้องเชียร์เป็นกิจกรรมของคณะที่เฟรชชี่จะต้องมีประสบการณ์ ความโหดก็ขึ้นอยู่กับคณะ (ได้ข่าวว่าคณะแพทย์จุฬาฯได้ยืนทั้งคืน เพื่อฝึกผ่าตัด... ส่วนของบัญชีก็ร้องเพลงกันคอแตก ดังอีกลูก ดังอีก!!) พอสิ้นสุดห้องเชียร์ ทุกคนจะได้ติ้ง ผู้หญิงได้ติ้งเงิน ผู้ชายได้ติ้งทอง ถ้าผู้หญิงติดติ้งคณะ แปลว่า ข้ามีเจ้าของแล้ว ไม่ต้องมาจีบ ส่วนติ้งทอง ผู้ชายเอาไว้ให้ผู้หญิงที่จะขอเป็นแฟน ผู้หญิงที่ห้อยติ้งสีทอง เหมือนจะบอกเป็นนัยว่า ฉันเป็นแฟนหนุ่มคณะบัญชีนะ อะไรแบบนั้น ไม่รู้คณะอื่นมีธรรมเนียมอะไรแบบนี้หรือเปล่า
 
เพราะฉะนั้นจนถึงวันนี้ก็เลยยังไม่มีโอกาสได้ใส่ติ้งคณะกับเค้าเลย TwT
 
ติ้งเนี่ยไม่บังคับ อยากใส่ก็ใส่ ไม่ใส่ก็ไม่มีใครว่า
 
รองเท้าในมหาลัย ปีหนึ่งจะใส่รองเท้าขาวกันเป็นการบอกว่า หนูเป็นเฟรชชี่นะ!! อาจจะเป็นผ้าใบสีขาวก็ได้ แต่ถ้าเป็นจุฬาฯก็จะใส่ peppermint เค้าเรียก peppermint กัน มันเป็นยี่ห้อร้องเท้าที่เลิกผลิตไปแล้ว (ถ้าเข้าใจไม่ผิดนะ) เดี๋ยวนี้ก็ใส่ยี่ห้ออื่นไปแทน ไปหาซื้ออยู่มาบุญครองไม่ยาก  peppermint เป็นรองเท้าหนังสีขาวหุ้มส้น มีหลากหลายแบบให้เลือก... ใส่กับถุงเท้าสีขาว นิยมใส่เป็นถุงเท้าถุงน่องนะจ๊ะ เย็นดีซักง่ายแห้งเร็วที่สำคัญราคาถูก.. 
 
ส่วนปีสองสามสี่อยากใส่อะไรก็ใส่ แต่ต้องสุภาพ แล้วก็หุ้มส้น แล้วก็ไม่ควรเป็นสีมหาลัยหรือสีคณะ (สีมหาลัยจุฬาฯคือสีชมพู สีของคณะบัญชีคือสีฟ้า )
 
 
 
ไม่รู้จะเล่าอะไรต่อแล้ว จริง  ๆแล้วมีอีกเยอะ แต่บางอย่างก็อยากอุบไว้ให้เข้ามารู้เองดีกว่า ^^ แต่พอมีข้อมูลอะไรไปไว้บ้างก็อุ่นใจขึ้นเนอะ  (เรามาเข้ามหาลัยแบบไม่รู้อะไรเลยจริง ๆ = =")
 
สงสัยอะไรถามเพิ่มเติมได้นะจ๊ะ ขอให้คนที่อ่านจนจบสอบติดมหาลัยที่ต้องการ สาธุ ^^\/
 
 

edit @ 18 Dec 2011 10:32:33 by kurobina

edit @ 18 Dec 2011 10:36:29 by kurobina

edit @ 18 Dec 2011 14:38:05 by kurobina