บทสัมภาษณ์พี่พัณณิดาในเว็บพันทิป
posted on 31 Jan 2010 06:48 by destiny-askนานแล้วค่ะ แต่เราพึ่งได้เช็คเมลล์ นี่เป็นบทสัมภาษณ์ที่มากับอีเมลล์แจ้งข่าวของชาวพันทิปที่เรียกว่า Espresso ทำรูปแบบคล้ายนิตยสารรายเดือน ฉบับนี้เป็นของเดือนกันยายน มีสัมภาษณ์นักเขียนที่งานเขียนในถนนนักเขียนของเขาได้ตีพิมพ์เป็นหนังสือหลายเล่ม หนึ่งในนั้นคือพี่พัณณิดา ภูมิวัฒน์ (พี่เคียว >w<) ซึ่งจขบ.ติดตามผลงานอยู่ เวลาได้อ่านอะไรที่พี่เขาเขียนแล้วรู้สึกเหมือนอะไรบางอย่างในใจถูกขุดออกมา รู้สึกว่าโดนทุกทีเลย
ตัดมาเฉพาะส่วนของพี่เคียวนะคะ ^^ ไม่รู้ว่าพี่เขาลงไว้ในบล้อกหรือยัง ไม่ได้ดูบล้อกพี่เขานานแล้ว (มีแต่เข้าไปฝากข้อความ)
ใช้เวลาช่วงไหนอ่านหนังสือ?
ลวิตร์ : "ไม่มีเวลากำหนดแน่นอน อยากอ่านเมื่อไหร่ก็อ่านเลย (ถ้าไม่ใช่เวลาทำงาน) เป็นคนชอบอ่านหนังสือค่ะ"
ในแต่ละวันใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตเยอะไหม?
ลวิตร์ : "เยอะค่ะ เวลาทำงานก็ใช้คอมพิวเตอร์ตรวจงาน ส่งอีเมล์ติดต่อ เวลาว่างยังใช้แต่งเรื่อง แชทกับเพื่อน เขียนบล็อก และดูเว็บไซต์ต่างๆ สรุปแล้วก็คือใช้ทั้งเวลาทำงานและเวลาพักผ่อน"
คุณมีแฟนคลับงานเขียนออนไลน์หรือไม่ วันหนึ่งใช้เวลากี่ชั่วโมง ในการคุยกับคนที่เขียนทักทายเข้ามาในเว็บ
ลวิตร์ : "มีแฟนหนังสือที่ติดต่อกันบ้าง ส่วนใหญ่จะพูดคุยทาง msn มากกว่า และไม่ได้คุยกันอย่างคนเขียนกับคนอ่านเสมอไป แต่คุยกันเหมือนเพื่อน เป็นการพูดคุยเพื่อพักผ่อนและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น"
นักเขียนยุคใหม่มักทำงานผ่านคอมพิวเตอร์ ต่างจากเมื่อก่อนที่ใช้มือเขียน แล้วคุณล่ะ?…
ลวิตร์ : "ลายมือไม่สวยค่ะ อีกอย่างหนึ่ง แม้จะเขียนนิยายด้วยมือ ก็ต้องพิมพ์เป็นไฟล์เพื่อส่งลงบอร์ด หรือส่งให้บรรณาธิการเอาไปตีพิมพ์อยู่ดี เลยพิมพ์เอาดีกว่า เมื่อก่อนตอนเด็กๆ พิมพ์ดีดไม่เก่ง มาเก่งและคล่องเอาเมื่อแต่งนิยายเรื่องแรกนี่ละค่ะ
ปัญหาคอมพิวเตอร์นั้นเป็นเรื่องที่นักเขียนทุกคนที่รู้จักเคยเจอ มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่กรณี แต่ละคนก็จะพยายามปรับตัวเพื่อแก้ปัญหา เช่น แบคอัพงานไว้หลายที่ เซฟบ่อยๆ หรือโพสต์ขึ้นบอร์ดเพื่อเป็นการเก็บข้อมูลอีกทางหนึ่ง ปัญหาเป็นเรื่องที่พบได้เสมอ ส่วนตัวคิดว่าแม้ในสมัยที่เขียนด้วยดินสอ ปากกา หรือเครื่องพิมพ์ดีด ก็คงมีปัญหาอื่นๆ เหมือนกัน ส่วนใครจะชอบแบบไหนมากกว่ากัน น่าจะเป็นเรื่องของความเคยชินและความสะดวกค่ะ"
คุณมีเวลาที่เหมาะสมของตัวเองในการสร้างสรรค์งานเขียนไหม.. ก่อนนอน หรือว่าตอนตื่นเช้า?
ลวิตร์ : "ใช้เวลาหลังเลิกงานและตอนเช้าก่อนไปทำงานเพื่อเขียนหนังสือ บางทีเขียนตอนเย็น นอนไปคืนหนึ่ง ก็จะได้ไอเดียเอามาแก้ไขต้นฉบับให้ดีขึ้นในตอนเช้า แต่ตอนนี้อยากมีเวลามากกว่านี้สำหรับนิยายเหมือนกัน ต้องลองคิดดูว่าจะทำยังไงดี"
เขียนนิยาย ประสบการณ์ตรงจำเป็นไหมสำหรับการสร้างสรรค์งาน?
ลวิตร์ : "ประสบการณ์ตรงจำเป็นมาก เพราะการเขียนนิยายคือการสะท้อนตัวเรา ถ้าเราไม่รู้สึก คนอ่านก็ไม่รู้สึกด้วย แต่บางทีคนเรามีประสบการณ์ตรงไปหมดทุกอย่างไม่ได้ จึงต้องอาศัยการอ่านเรื่องของคนอื่นและศึกษาค้นคว้าด้วย"
นิยายออนไลน์มักมีปัญหาเรื่องก็อปปี้หรือลอกเลียน คุณเคยลอกงานเขียนของคนอื่นไหม?
ลวิตร์ : "ไม่เคยค่ะ เขียนนิยายเพราะชอบเขียนเพราะมีเรื่องที่อยากเล่า คนที่ลอกงานคือคนที่ต้องการอย่างอื่น ...คำถามข้อนี้นี่ออกจะแรงเอาเรื่องอยู่นะคะ (ยิ้ม)"
มีคนบอกว่า การเขียนลงเว็บมีความเสี่ยงในการถูกก็อปปี้หรือลอกเลียนไอเดีย จึงควรเก็บไว้แล้วเอาไปเสนอสำนักพิมพ์โดยตรงจะดีกว่า คุณมีความคิดเห็นอย่างไร?
ลวิตร์ : "การเขียนลงเว็บทำให้ได้รับฟีดแบ็คจากคนอ่าน เป็นการดูปฏิกิริยาของคนอ่านในเบื้องต้น และให้กำลังใจตัวเองในการเขียนต่อ เพราะเมื่อมีคนอ่านชอบ มีคนอ่านอยากอ่าน แม้เวลาที่ลำบาก เขียนติดขัด หรือไม่มีเวลา ก็ยังรู้สึกว่ายังมีคนรออยู่นะ ต้องพยายาม ...ส่วนเรื่องลอกเลียนไอเดียหรือก็อปปี้นั้น ส่วนตัวเจอน้อยมาก อาจจะเพราะวิธีเขียนมีความเป็นเอกลักษณ์ค่อนข้างสูง และเขียนเรื่องในแนวที่คนไม่ค่อยรู้สึกอยากลอกก็ได้"
จากการที่ได้ตีพิมพ์หนังสือออกมาหลายเล่ม คุณเห็นอะไรเป็นปัญหาใหญ่ๆ ของตลาดหนังสือไทยบ้าง เมื่อเทียบกับงานเขียนออนไลน์ …
ลวิตร์ : "ไม่แน่ใจว่าจะเรียกงานเขียนออนไลน์เป็น "ตลาด" ได้หรือเปล่า เพราะส่วนใหญ่แล้วจะไม่มีผลประโยชน์เงินทองเข้ามาเกี่ยวข้อง สิ่งที่ได้รับในงานเขียนออนไลน์จะเป็นอย่างอื่น เช่น คำวิจารณ์ คำชื่นชม ชื่อเสียง การยอมรับ แบบนี้มากกว่า
แต่ถ้าเทียบงานออนไลน์กับงานขายจริง ก็จะมีจุดแตกต่างกัน คือเมื่อเป็นสินค้าแล้ว ย่อมต้องพยายามให้เป็นของที่ขายได้ ดังนั้นอัตราการลองผิดลองถูก ลองงานแนวใหม่ๆ หรือบุกเบิกตลาดใหม่ จึงต่ำกว่ามาก ส่วนใหญ่แล้วจะเห็นว่าตลาดเกิดในออนไลน์ มีคนอ่านให้เห็นก่อน แล้วจึงกลายเป็นสินค้าสำหรับขาย เพราะคนเห็นว่าขายได้ ส่วนตัวจึงคิดว่าทั้งสองช่องทางนี้ต่างส่งเสริมซึ่งกันและกันค่ะ"
เป็นไปได้ไหมที่จะมีการทำนิยายออนไลน์แบบเสียเงินอ่าน ...เพราะบางคนมองว่านิยายออนไลน์คือของฟรี พอต้องเสียเงินก็จะไม่อ่าน คุณคิดเห็นอย่างไร?
ลวิตร์ : "ยากมากเลยค่ะ นักเขียนใหญ่อย่างสตีเฟน คิง ก็เคยทำมาแล้ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะปัจจัยหลายอย่างมันละเอียดอ่อนมาก"
ความคิดเห็นเกี่ยวกับวงการวรรณกรรมออนไลน์บ้านเรา วัฒนธรรมของนักอ่าน เปรียบเทียบระหว่างการอ่านหนังสือเล่ม กับการอ่านออนไลน์
ลวิตร์ : "การอ่านออนไลน์จะ casual กว่ามาก อีกเรื่องหนึ่งที่สังเกตเห็นชัด คือ คนอ่านออนไลน์จะคาดหวังการได้อ่านรวดเดียวจบ อย่างหนังสือเล่มไม่ได้ เพราะบางทีคนเขียนก็ไม่มีเวลา นึกเรื่องต่อไม่ออก หรือหมดไฟ คนเขียนออนไลน์จำนวนไม่น้อยเขียนเป็นงานอดิเรก เมื่อไม่สามารถเขียนเรื่องต่อได้ด้วยเหตุผลต่างๆ ก็อาจจะเลิกเขียน หรือหยุดเขียนไปนานๆ เป็นเหตุให้นักอ่านหลายคน ใช้วิธีรอให้รวมเล่มดีกว่า จะได้อ่านทีเดียวเลย"
แล้ววัฒนธรรมของนักเขียนนิยายออนไลน์ล่ะ ถนนนักเขียนเมื่อก่อนกับปัจจุบันต่างกันไหม
ลวิตร์ : "คิดว่ามีความหลากหลายแตกต่างกันไปแต่ละเว็บไซต์ และแต่ละแนวเรื่องที่เขียน อีกอย่างหนึ่งคือบางคนที่ตีพิมพ์รวมเล่มแล้ว ก็อาจจะมีลักษณะการทำงาน ต่างไปจากคนที่เป็นนักเขียนออนไลน์อย่างเดียว
เคยสงสัยเหมือนกันว่าการเขียนงานออนไลน์ จะกระทบกับรูปแบบการเขียนไหม แต่ในที่สุดส่วนตัวก็คิดว่า ขึ้นอยู่กับพื้นฐานของคนเขียนเองมากกว่า ถ้าคนเขียนเคยอ่านหนังสือเล่มมาก่อน ก็จะเขียนในรูปแบบเดียวกับหนังสือเล่ม ถ้าไม่เคยหรืออ่านหนังสือเล่มน้อย แต่รู้สึกอยากเขียน ก็จะยึดติดกับรูปแบบน้อยกว่า ในระยะหลังก็จะมีอีกกรณีหนึ่ง คนเขียนหนังสือที่อ่านหนังสือเล่มน้อย ก็เขียนแบบไม่ยึดติดรูปแบบ และมีคนอ่านอ่านหนังสือสไตล์ไม่ยึดติดรูปนี้ พอเวลาเขียนก็จะพลอยกลายเป็นเขียนแบบเดียวกันไปด้วย ไปๆ มาๆ จากที่ไม่มีรูปแบบ ก็อาจจะกลายเป็นรูปแบบใหม่ขึ้นมาก็ได้"
ในรุ่นของคุณ ดูเหมือนจะเป็นช่วงที่มีนักเขียนออนไลน์ ผุดขึ้นมาไม่กี่คน คุณคิดเห็นอย่างไร จะแนะนำอะไรกับนักเขียนสมัครเล่นท่านอื่นๆ เกี่ยวกับการเขียนเพื่อให้ประสบความสำเร็จ และมีโอกาสได้ตีพิมพ์?
ลวิตร์ : "ส่วนตัวไม่เชื่อในการเขียนเพื่อให้ประสบความสำเร็จ หรือได้รับรางวัล เพราะคิดว่าเมื่อหวังอะไรอย่างนั้นแล้ว ความหมายแท้จริงในการเขียนหนังสือ ก็จะเสียไป เพราะไม่ได้หวังงานแต่หวังรางวัล ส่วนตัวคิดเสมอว่า ให้เขียนให้ดี ทำตัวเองให้ดีก่อน เมื่อเขียนดีแล้ว เมื่อพัฒนาไปไม่หยุดแล้ว สิ่งอื่นๆ จะตามมาเอง
ก่อนนี้เมื่อตัวเองเริ่มเขียนนิยายเป็นชิ้นเป็นอันใหม่ๆ นั้น ไม่มีความหวังเลยว่าจะได้พิมพ์ เพราะตลาดหนังสือไทยยังแคบกว่านี้ และยังไม่มีการตื่นตัวเรื่องช่องว่างทางการตลาดหลายๆ ช่อง ตอนนั้นเป็นสมัยที่มีเว็บบอร์ดนักเขียนแรกๆ คือ "ถนนนักเขียน" ของพันทิป ...คิดว่าการที่เราตัดสินใจโพสต์เรื่องลงในบอร์ดพันทิปในตอนนั้น เป็นเหตุผลสำคัญอย่างหนึ่ง ที่ทำให้เราสามารถเขียนต่อมาจนถึงตอนนี้ได้ ตอนนั้นถ้าหากไม่โพสต์ ก็ไม่เกิดปฏิสัมพันธ์กับคนอ่านอื่นๆ ไม่ทราบว่าจะมีคนอ่านเรื่องอย่างนี้หรือไม่ ไม่ทราบว่านิยายของเราดีหรือไม่ดี การโพสต์ทำให้เราสามารถมีตัวตนในโลกของการเขียนได้ แม้ว่าจะไม่ได้ตีพิมพ์ ก็ยังไม่ต้องเก็บไว้อ่านเอง
สมัยก่อนจะมีอินเทอร์เน็ต คงมีคนหลายคน ที่ปล่อยให้ความอยากเขียนของตัวเองตายไป เพราะไม่รู้ว่าจะแสดงมันออกมา ให้คนอื่นเห็นได้อย่างไร อีกอย่างหนึ่งก็คือ เว็บบอร์ดเป็นที่ที่ให้อิสระเกือบเต็มที่ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องกลัวการทดลอง คงคล้ายๆ กล้องดิจิตอล ที่ทำให้คนถ่ายรูปมากขึ้น จนถึงเดี๋ยวนี้ เราก็ยังใช้บอร์ดเป็นที่ทดลอง ทำอะไรเล่นใหม่ๆ เพื่อจะดูว่าคนอ่านจะว่าอย่างไรเสมอ
อินเทอร์เน็ตมีส่วนสำคัญที่ทำให้ตลาดหนังสือโตขึ้น คงมีคนไม่น้อยบ่นเรื่องตลาดหนังสือทุกวันนี้ แต่คิดว่าเราควรจะมองดีๆ และมองยาวๆ ไม่มีอะไรที่จะหยุดอยู่กับที่ได้ และไม่มีอะไรที่จะอยู่ถาวรตลอดไป แต่อะไรที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ก็แสดงว่ามันคงทนอยู่กับที่ไม่ได้ เมื่อมันคงทนอยู่ที่ไม่ได้ เราก็ควรจะมองมันอย่างฉลาด มองด้วยความเข้าใจให้ถึงแก่น ไม่ใช่หวาดกลัวจึงไม่กล้ามอง มองว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งคุกคามต้องติเตียนไว้ก่อน หรือมองว่าเป็นเรื่องเฉพาะหน้าอย่างเดียว เชื่อว่าไม่ว่าเป็นสถานการณ์อะไร หรืออยู่ที่ไหน ทุกคนจะได้ผลดีร่วมกันหมด ถ้าหากเรามองอะไรยาวๆ
ถามว่าข้อเสีย มีอย่างไร เท่าที่เห็นมา ก็มีหลายกรณี ถามใครๆ ก็ตอบได้ อินเทอร์เน็ตทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า "ความมั่ว" (chaos) อย่างยิ่งขึ้นมา เป็นพื้นที่ที่ควบคุมได้ยาก เกิดพฤติกรรมทั้งดีทั้งเลวขึ้นมาปะปนกันไปหมด แต่ก็คิดว่า การให้อิสระก็ดีกว่าการบังคับไว้จนไม่มีอะไรโตเลย ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย.."