ชีวิตมหาลัย

posted on 18 Dec 2011 08:26 by destiny-ask
เขียนบล้อกนี้ขึ้นมาเพื่อให้ข้อมูลสำหรับเด็ก ๆ ที่อยากรู้เรื่องเกี่ยวกับมหาลัย
 
ตอนอยู่มัธยม สงสัยตลอดเลยว่าชีวิตมหาลัยนี่มันยังไงกันแน่ เพราะเป็นลูกคนโตของป๊าม๊า เป็นหลานคนโตของทั้งยายและย่า ก็เลยไม่มีพี่ญาติเลยสักคน (สรุปแล้วบล้อกนี้ก็สนองนี้ดตูตอนเป็นเด็ก ๆ ไปด้วย เพราะดูเหมือนไม่มีใครเขียนของที่ตูอยากอ่านเลย)
 
ตอนเรารู้ว่าจะเรียนบัญชี ก็ตั้งใจจะเข้ามาเรียนในกรุงเทพให้ได้ เพราะเส้นทางอาชีพน่าจะสดใสก้าวหน้ามากกว่า สอบสองที่ แค่จุฬาฯกับธรรมศาสตร์เท่านั้น ถ้าไม่ติดก็จะเลิกเรียนแล้ว หนูจะไปเลี้ยงควาย T^T
 
สรุปว่าติดทั้งสองที่ (อย่างงง ๆ ) ตอนนั้นไปสอบสัมภาษณ์ที่ธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ กับจุฬาฯ (วันสอบสัมภาษณ์ดันมาตรงกับวันปัจฉิมของโรงเรียนพอดีอีก เหยดดดดด) ความรู้สึกแตกต่างกัน แต่คุณพ่อประทับใจธรรมศาสตร์มากกว่า อยากจะให้ไปเข้า เราก็ชอบนะ ชอบบรรยากาศเมืองเก่า แต่การเดินทางยากลำบากมากเลย มองหาหอแถวนั้นก็ไม่มี + ไม่มีความรู้เกี่ยวกับกรุงเทพเลย นั่งรถเมล์ก็ไม่เป็น แต่พอไปจุฬาฯก็มีรถไฟใต้ดินถึงข้าง ๆ คณะเลย ส่วนที่อยู่ก็หาที่ไหนก็ได้ที่ติดรถไฟฟ้า ถ้ายังไงไม่ได้ก็ยังมีหอมหาลัยให้เป็นตัวเลือกอยู่อีก (รู้สึกที่ท่าพระจันทร์จะไม่มีหอพักนักศึกษานะ แล้วเขาอยู่กันยังไงเนี่ย)
 
สรุปก็เลยเลือกจุฬาฯ ด้วยความสะดวกหลาย ๆ ประการ (เราเป็นคนต่างจังหวัดที่ชินกับย่านสยามมากกว่าย่านอื่น ๆ ในกรุงเทพด้วย)
 
แอบเสียดายค่าสอบ GAT PAT อยู่เหมือนกัน เสียไปตั้งหลายพัน ไม่ได้ใช้สักครั้ง (แต่มองคะแนนแล้วก็ไม่อยากจะเอาไปใช้ให้ขายหน้้าหรอกนะ ๕๕๕)
 
เพราะฉะนั้นพอได้เป็นนิสิต (จุฬาฯใช้คำว่านิสิต ใช้จนติดปากแล้ว) ชีีวิตก็เปลี่ยนไปเลย เปลี่ยนไปโม้ดดด ทั้งเมืองที่อยู่ เพื่อนฝูง รูปแบบการเรียนการสอน รูปแบบการทำกิจกรรม ฯลฯ ไม่มีอะไรสักอย่างที่เหมือนมัธยม
 
1. ไม่มีเข้าแถวหน้าเสาธง อันนี้ชอบมาก ๆ ไม่ต้องแหกขี้ตาตื่นตั้งแต่เช้าเพื่อไปให้ทันเพลงชาติแล้ววว มีความสุขที่สุด ๕๕๕ บางวันไม่มีเรียนตอนเช้าก็ไม่ต้องตื่นเช้าด้วยซ้ำ เหมือนมีพิธีถวายบังคมครั้งนึงตอนเข้ามาใหม่ ๆ แล้วก็มีพิธีนิด ๆ หน่อย ๆ ก็จบแล้ว
 
2. ชั่วโมงเรียนเป็นแหว่ง ๆ โหว่ ๆ อันนี้ก็ชอบอีกแล้ว ๕๕๕ บางวันเรียนเช้าแค่สองชม.แล้วก็กลับบ้านได้เลย บางวันเรียนแค่ตอนบ่าย บางวันก็เรียนทั้งวัน บางวันก็ไม่มีเรียนเลย แล้วว่างของมหาลัยนี่คือว่างจริง ๆ เพราะเราไม่มีวัฒนธรรมเรียนพิเศษอีกแล้ว ไม่ต้องเอาวันหยุดอันมีค่าไปสังเวยให้สถาบันกวดวิชา หรือร่อนไปร่อนมาที่อุ๊แลนด์ แต่จะมีกิจกรรมเข้ามาแทน ซึ่งกิจกรรมเนี่ยเราก็เลือกได้ว่าจะทำหรือไม่ทำ (เราทำอะ มีอะไรสนใจวิ่งเข้าใส่หมด จนหัวหมุนแล้ว แต่สนุกมาก ๆ แต่เพื่อนบางคนก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีกิจกรรมพวกนี้อยู่)
 
3. กิจกรรมในมหาลัยเยอะมาก มีทั้งของBBA ของคณะ ของมหาลัย แล้วยังมีชมรมอีก ชมรมก็มีของBBA ของคณะ ของมหาลัย ซึ่งแต่ละชมรมก็จะมีกิจกรรมชมรมของตัวเอง มึนรึเปล่า ๕๕๕ สรุปก็คือเยอะจริง ๆ เยอะ ๆ ๆ มีอะไรน่าสนใจน่าทำเยอะมาก รู้จักคนหลายกลุ่ม 
 
พอเข้ามาในมหาลัยใหม่ ๆ จะมีงานรับน้อง งานพิธีโน่นนี่นั่น(เช่นรับน้องบ้าน(คือของมหาลัย) รับน้องของคณะ พิธีรับปริญญาของพี่บัณฑิต ฯลฯ)สนุกสนาน ตอนเปิดเทอมใหม่ ๆ มีงานเปิดโลกกิจกรรม เป็นคล้าย ๆ นิทรรศการ ในนั้นก็จะมีซุ้มชมรมต่าง ๆ มาออกร้านแย่งชิงเด็ก ๆ (แลดูคล้ายการหาเหยื่อ) วันนั้นไปเดินดู ลงชื่อไปสิบกว่าชมรม แต่ได้อยู่จริง ๆ ก็ไม่กี่ชมรมหรอก ในชมรมก็ไม่ได้มีคนเยอะอย่างที่คิด แต่ละชมรมก็มีวัฒนธรรมแตกต่างกันไป แล้วคนแต่ละชมรมก็มีกลิ่นอายต่างกันไปยังไงไม่รู้ เราอยู่ชมรมวรรณศิลป์ ชมรมพุทธ แล้วก็ชมรม CUChorus
 
พูดเรื่องชมรมคร่าว ๆ ดีกว่า ชมรมที่เราสนิทที่สุดก็คือชมรมวรรณศิลป์ ซึ่งเป็นชมรมเกี่ยวกับการเขียน วาด และอื่น ๆ แต่เน้นเขียนมากสุด ทุกเทอมสมาชิกในชมรมจะช่วยกันทำจุลสารของชมรมออกมา เขียนอะไรส่งไปก็ได้สักอย่าง(กลอน, เรื่องสั้น , นิทาน , การ์ตูน​​ ฯลฯ แต่ได้ข่าวว่าของธรรมศาสตร์เขาออกจุลสารทุกอาทิตย์ ขยันโคตร) ห้องชมรมอยู่ที่ตึกจุล ชั้นสี่ (ไม่มีลิฟท์ ไม่มีแอร์....) ในห้องชมรมก็จะมีสิ่งมีชีวิตนั่งเล่นคอมพิวเตอร์กับเกมกระดานอยู่ ราวกับเป็นชมรมหมากกระดาน แต่เมื่อรวมกันสามสี่คนขึ้นไป ก็จะเริ่มพูดคุยกันเช่น นิยายเรื่องนั้นหนุกหนาน เคยอ่านยัง  ยัง ๆ เอามายืมหน่อย พระเอกคนนั้นโคตรน่ารัก ฯลฯ เป็นชมรมสำหรับการเม้ามอยนั่นเอง ส่วนใหญ่จะคุยกันในกรุ๊ปfacebook มากกว่า คุยกันทุกคืนจนรู้จักกันทั้งชมรมแล้วล่ะ  (พอมาอยู่มหาลัยแล้วกรุ๊ปในเฟซบุ๊คจะงอกขึ้นประมาณ 20 กรุ๊ป... ทั้งกรุ๊ปชมรม (บางชมรมก็มีหลายกรุ๊ปอีก) กรุ๊ปคณะ กรุ๊ป BBA กรุ๊ปงานกลุ่ม กรุ๊ปวิชาเรียน ฯลฯ)
 
แล้วก็ปีนี้จะมีงานเกียรนิยมวรรณศิลป์ เนื่องจากเราเข้ามาปีแรก ก็เลยไม่รู้อะไรเกี่ยวกับงานนี้เลย เห็นพี่เขาบอกว่าจะมีการจัดการประชันกลอนสด และอะไรเทือก ๆ นั้น เราสมาชิกชมรมก็มีหน้าที่ไปโกยคนมาร่วมงานกับประสานงานกับมหาลัย =w= สนุกจริง ๆ ตอนนี้งานเลื่อนออกไปเพราะน้ำท่วม คาดว่าจะจัดจริงอีกประมาณสามเดือนหน้า...
 
ชมรมพุทธ มีกิจกรรมทุกเช้า ทุกเย็น สวดมนต์ธรรมวัตรเช้าเย็น วันพฤหัสมีตักบาตรหน้าสระน้ำจุฬาฯ คนชมรมนี้แยกออกง่ายมาก ถ้าเป็นผู้ชายจะหัวเกรียน (เพราะโกนหัวบวชตอนปิดเทอมทุกปี) ถ้าเป็นผู้หญิงจะผมสั้น จริง ๆ !! พี่ชมรมนี้ผมสั้น 90% งงมาก ๆ คือผู้หญิงไม่ต้องบวชใช่ไหมคะ? ชมรมพุทธมีห้องที่ไฮโซที่สุดในตึกจุลแล้ว เป็นห้องที่มีพัดลม มีทีวี กว้างขวาง มีเบาะนั่งสมาธิ มีตู้หนังสือ มีตู้เย็น!! มีโต๊ะหมู่บูชา ฯลฯ
 
ชมรม CUChorus ประทับใจตั้งแต่วันรับน้องอะไรสักอย่าง นิสิตใหม่ทุกคนจะได้เข้าไปในหอประชุมจุฬาฯ แล้วพี่ ๆ ชมรมนี้จะมาร้องเพลงให้ฟัง เพราะมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ฟังแล้วประทับใจจนรู้สึกว่าดวงตาเป็นประกาย ตอนจะเข้าต้อง Audition ด้วยนะ คุณจะมาเป็นคนชมรมนี้ ต้องร้องเพลงไม่เพี้ยน เราก็สอบผ่านมาได้ =w=สอบเสร็จเขาจะแบ่งพาร์ทให้เลย คุณคือ soprano หรือ alto ถ้าเป็นผู้ชายก็เป็น tenor หรือว่า bass  แล้วก็จะนัดซ้อมอาทิตย์ละสามครั้ง ครั้งละสามชั่วโมง ทั้งสามชั่วโมงต้องยืนตรง ร้องเพลง ไม่สนุกตรงปวดขานี่แหล่ะ ๕๕๕​ แต่ซ้อมไปซ้อมมาก็เริ่มชินไม่รู้สึกอะไรกับขาแล้วนะ พี่ ๆ ที่ชมรมฮามาก ๆ น่ารักงุงิง๊องแง๊ง เป็นชมรมที่มีห้องแอร์!! ห้องแอร์!!!! เพราะห้องชมรมไม่ได้อยู่ที่ตึกจุล แต่อยู่ที่สนามจุ๊บกับจามเก้า (มีสองที่) ข้อเสียคือไกลมาก = =' ขี้เกียจเดินสุด ๆ ในห้องชมรมมีเปียโนสองหลัง ตู้เก็บโน๊ตเพลง คอมพิวเตอร์ (เอาไว้แต่งเพลง) กับตุ๊กตาอีกจำนวนหนึ่ง (ตุ๊กตาจริง ๆ นะ)
 
เอ่อ พอเรื่องชมรมดีกว่า ๕๕๕
 
4. เนื่องจากเราเรียนอินเตอร์ การเรียนการสอนจึงเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด แม้อาจารย์จะเป็นคนไทยบางวิชาก็ตาม สำหรับน้องที่จะตามเข้ามาเรียน อยากจะบอกว่า ไม่ต้องกังวลว่าจะฟังไม่รู้เรื่องค่ะ อาจารย์ไม่ได้ใช้ศัพท์ยากวิริศมาหราเหมือนในข้อสอบ SAT หรอกนะ (สงสัยเหมือนกันว่าจะมีใครเอาศัพท์นรกพวกนี้ไปใช้ในชีวิตประจำวันบ้างวะคะ ตอนสอบนี่ท่องเกือบแย่) ตำหรับตำราBBA office จะหามาให้หมดเลย เราไม่ต้องออกตังค์ซื้อเอง แล้วก็ไม่ค่อยได้ใช้ด้วย วิชาที่ได้ใช้ Text จริง ๆ จัง ๆ หน่อยก็มีวิชาบัญชี กับวิชาภาษาอังกฤษ นอกนั้นกองเอาไว้เถิด ไม่ได้ใช้เลย ไม่ต้องเอาไปมหาลัยด้วยซ้ำ เอาไว้เปิดอ้างอิงที่บ้าน
 
5. เราเลือกวิชาที่เราจะเรียนหรือไม่เรียนได้!! อันนี้ก็ดี แต่เกิดขึ้นกับนักเรียนทั่วไป ที่ไม่ใช่ BBA ใช่ค่ะ ชะตาชีวิตของนิสิตใน BBA นั้น เขาเลือกวิชาให้เราหมดเลย T^T มหาลัยให้ลงได้เทอมละไม่เกิน 22 หน่วยกิต (ถ้าจำไม่ผิดนะ) ถ้าเป็นคนปกติทั่วไปก็ต้องไปเฟ้นหาวิชาที่จะเรียนในเทอมนี้มา ว่าวิชาที่ว่ามีรหัสอะไร หน่วยกิตเท่าไหร่ อาจารย์คนไหนสอน เกรดได้ง่ายรึเปล่า เวลาเรียนตอนไหน มี required อะไรรึเปล่า (คือต้องเรียนคอสไหนมาก่อนหรือเปล่า) อารมณ์เหมือนลงเรียนพิเศษ =w=" แล้วเอารหัสวิชาที่จะลงนั้นไปลงทะเบียนในเว็บ reg chula (www.reg.chula.ac.th ถ้าจำไม่ผิดตอนสมัครเข้ามหาลัยก็ต้องใช้เว็บนี้เหมือนกัน แล้วก็ตอนเข้ามาเป็นนิสิตใหม่ก็ต้องกรอกข้อมูลในเว็บนี้ด้วย) ลงทะเบียนเสร็จก็ต้องมานั่งกลุ้มใจว่าจะเด้งหรือเปล่า เด้งก็คือวิชานั้นคนลงเยอะเกินไป คุณลงช้าไป อดเรียน ๕๕๕  สำหรับ BBA พอถึงเวลาที่ต้องลงทะเบียนเทอมใหม่ จะมีเมลล์เข้ามาบอกว่า เทอมต่อไปคุณต้องเรียนอันนี้  ๆ ๆ ๆ นะ มีรหัสวิชา หน่วยกิต และอื่น ๆ มาให้หมดเลย เราก็แค่ copy paste ใส่เว็บ reg chula เรียบร้อย ไม่มีเด้ง
 
 อีกอย่างเขาให้โอกาสเราด้วยค่ะ มีช่วงเวลาdrop ช่วงเวลาwithdrow ดร็อปก็คือ พอเริ่มเรียนคอสนี้ไปได้ครั้งสองครั้งไม่ชอบสไตล์การสอนของอาจารย์คนนี้ หรือคิดว่าเรียนไปแล้วมันไม่ใช่!!! ก็ยื่นเรื่องขอdropได้ ไม่มีประวัติด่างพร้อยบนประวัติการเรียน ช่วงdropจะเป็นช่วงตั้งแต่เปิดเทอมจนหลังมิดเทอมนิด ๆ เพื่อนเราคนนึงไปสอบมิดเทอมสาย  drop เลย รอเรียนใหม่ปีหน้า ส่วน withdrow คือการเอาคอสนี้ออกไป เกิดเกรดมันแย่มากจนไม่อยากเอาไปโชว์ไหน ก็ไปถอนได้ แต่มันไม่เหมือนการ drop ตรงที่ จะมีตัว w สวยงามอยู่บนประวัติผลการเรียน เวลาไปสมัครงานเค้าอาจจะถามว่าคุณถอนทำไมเนี่ย อะไรทำนองนั้น
 
drop ก็มีแล้ว จะ add ก็ได้นะ แต่ก็มีช่วงเวลาเหมือนกัน ไม่ใช่จู่ ๆ โผล่เข้ามากลางคอสก็เรียนไม่ทันน่ะสิคะ 
 
ทั้งหมดทั้งปวงมีค่าใช้จ่ายหมดนะ ไม่ถูกด้วย ; - ; จ่ายตังค์ค่าลงทะเบียนสายเสียค่าปรับตั้งเป็นพัน (เรายังไม่เคยนะอย่ามองเซ่!!)
 
6. ระบบพี่น้อง ตอนนี้เรามีพี่รหัสสามคนแล้ว พี่รหัส BBA พี่รหัสคณะ พี่รหัสมหาลัย (สูตรเดิม ๕๕) ส่วนจะสนิทหรือไม่สนิทก็ขึ้นอยู่กับรุ่นน้องและรุ่นพี่ว่าเข้ากันได้ดีแค่ไหน รุ่นพี่ตามจิกเอ้ยยย เอาใจใส่แค่ไหน ยิ่งสนิทยิ่งดีจ้า เวลาปรึกษาด้านการเรียนก็จะได้ไม่ลำบากใจ ส่วนตัวเราสนิทกับพี่รหัสคณะมาก ๆ (โชคดีพี่รหัสเราเรียน BBA แถม A ช้วน = เอทุกตัว อีกต่างหาก) พี่รหัสบางคนพอจะเทอมใหม่ก็เอาชีทเป็นตั้งมากอง ปึ้ก!!! แล้วหายหัวไป ไม่เคยพบเคยเจออีกเลย แต่พี่รหัสเรามีติวให้ด้วยเวลาใกล้สอบ ใจดีมาก TwT 
 
7. คณะนึง = โรงเรียนนึง เรารู้สึกอย่างนั้นนะ เราเป็นเด็กคณะบัญชี ก็เดินวนเวียนเรียนอยู่แค่ในคณะบัญชีนี่แหล่ะ แต่จริง ๆ แล้วถ้าเราเลือกวิชานอกคณะ (เลือกได้นะ) เราก็ต้องร่อนไปคณะอื่นเหมือนกัน เราอาจจะลงภาษาสเปน ก็ต้องหอบสังขารไปเรียนที่คณะอักษร 
 
ภายในคณะก็จะมีโรงอาหาร ห้องสมุดคณะ ตึกคณะ ฯลฯ บัญชีมีตึกคณะอยู่สี่ตึก คือไชยยศสมบัติ 1 2 3 กับตึก BBA ที่เขาเรียกว่าตึก 50 ปี 60 ปี อะไรสักอย่างจำไม่ได้ เรียกแต่ตึกBBA แล้วก็มีอีกตึกที่ใช้คือ มหิตธลาธิเบศ(ไม่รู้เขียนถูกหรือเปล่านะ) ตึกนี้เป็นตึกรวม ๆ เศรษฐศาสตร์ก็ใช้ แล้วก็มีนิสิตคณะอื่นมาใช้เรียนวิชาภาษาอังกฤษด้วย (รู้สึกเขาจะเรียก เอ๊กอิ้งค์ (ex-eng) ไม่รู้ไม่ได้เรียน ๕๕๕) ห้องเรียน BBA หลัก ๆ อยู่ชั้น 13 ตึกมหิตหมดเลย โรงอาหารคณะบัญชีกับเศรษฐศาสตร์ใช้โรงอาหารใต้ตึกมหิตเหมือนกัน 
 
ตอนก่อนจะเข้ามาคิดว่าเศรษฐศาสตร์กับบัญชีจะสนิทกันกว่านี้นะ แต่พอเข้ามาจริง ๆ ไม่ค่อยเลย ตอนนี้รู้จักเด็กเศรษฐศาสตร์ไม่กี่คนเอง ขนาดอยู่ใกล้กันมากเลยนะเนี่ย
 
8. เครื่องแบบ....อยู่จุฬาฯ ต้องใส่เครื่องแบบให้ถูกระเบียบ ก็เหมือนใส่ชุดนักเรียนไปโรงเรียน เพียงแต่ว่า วันไหนไม่มีเรียนจะใส่ชุดเล่นไปเดินเล่นในห้องชมรมก็ไม่ได้ผิดแต่อย่างใด(ถ้าจะเข้าห้องสมุดก็ต้องแต่งตามระเบียบเค้า เช่นห้ามรองเท้าแตะ กางเกงขาสั้น ฯลฯ ) เครื่องแบบเอาไว้ใส่เรียน กับใส่เข้าห้องสอบ ส่วนธรรมศาสตร์ได้ข่าวมาว่าใส่ชุดเล่นไปเรียนได้ เขาให้อิสระ ^^ แต่เพื่อนเราบอกว่าห้ามบางอย่างเหมือนกัน เช่นบ็อกเซอร์ =A=" เพราะมีพี่บางคนพึ่งตื่นนอน หัวยุ่ง ๆ หน้าไม่ล้าง วิ่งไปเรียน อาจารย์ก็ เอ่อ... คุณทำอะไร...
 
ชุดนิสิตไม่เหมือนชุดนักเรียนตรงที่มีความหลากหลายมากกว่า ขออธิบายแต่เครื่องแบบของผู้หญิงเพราะเดี๋ยนไม่ใช่ผู้ชาย... ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับเครื่องแบบพวกนั้นเลย
 
ตอนเข้ามาใหม่ๆ เราก็ไปซื้อเสื้อผ้ากับพี่สาวที่รู้จักกัน 
 
พี่สาว : พี่จะไปซื้อกระโปรงสอบด้วยล่ะ จบปีหนึ่งแล้ว ^^
เรา : เอาไว้ใส่ไปสอบเหรอคะ
พี่สาว : เอ่อ ไม่ใช่ลูก.. มันเป็นประเภทของกระโปรงน่ะ
 
ใช่แล้วล่ะ กระโปรงผู้หญิงมีสองทรง คือพลีทกับสอบ 
 
 
รูปเผา ๆ นี้คงช่วยพอให้นึกภาพออกนะ ' w ' กระโปรงพลีทนี่เป็นกระโปรงที่นิสิตปีหนึ่งใส่กันจ้า ปี 1 ห้ามใส่สอบ เราก็ใส่พลีทกันไปจนจบปีหนึ่ง กระโปรงพลีทเป็นกระโปรงอัดกลีบที่มีกลีบเยอะกว่ากระโปรงนักเรียน มีเกรดตั้งแต่ซื้อเอา เอวยางยืด ราคาไม่เกินสามร้อย จนถึงสั่งตัด ราคาเกือบพัน ถ้าเกรดดีหน่อยผ้าก็จะดี ลมพัดไม่ปลิว (คือถ้ามันปลิวเปิดก็เห็นไปถึงไหนถึงไหน) บางร้านผ้าบางจนมองทะลุได้ก็มี (อันนี้น่ากลัว เวลาซื้อดูดี ๆ ) กระโปรงนิสิตเขานิยมใส่ห้อยสะโพก  มีสีกรมกับสีดำ แล้วแต่วัฒนธรรมคณะว่าคณะไหนใส่สีไหน สั้นยาวเท่าไหร่ เช่นบัญชีจะใส่สีกรมยาวประมาณเข่า แต่ถ้าเป็นนิเทศน์จะใส่สีดำยาวเท่าเข่า เด็กศิลป์กรรมต้องใส่ยาวถึงแข้ง ฯลฯ
 
ส่วนกระโปรงสอบไม่มีข้อมูลเพราะไม่เคยใส่จ้า รู้แต่ว่าช่วงรับน้องต้องใส่สอบยาวตลอด มีสอบยาวกับสอบสั้น มีผ่า ให้เลือกได้ผ่าหลังหรือผ่าข้าง (ผ่าหน้าไม่เคยเห็น ๕๕๕) ผู้ชายบางคนก็บอกว่าผู้หญิงใส่สอบเซะซี่ดี แต่เราคิดว่าทรงมันดูอึดอัดยังไงไม่รู้ พลีทเนี่ยใส่สบาย~~
 
มาถึงเรื่องเสื้อกันบ้าง เสื้อนิสิตไม่มีกระดุมให้นะ แต่ละมหาลัยก็จะไม่เหมือนกันด้วย เพื่อนเราอยู่มหิดลแล้วไปซื้อเสื้อแบบจุฬาฯมา ผิดแบบมหาลัย ๕๕๕  กระดุมเราต้องซื้อแยกต่างหาก เป็นกระดุมของมหาลัย เราก็ใส่ห่วงติดเข้าไป(เดี๋ยวนี้มีที่ช่วยติดกระดุมแล้ว ไม่ต้องใช้ห่วงก็ได้) ตอนแรกมีปัญหามากว่ามันทำยังไงฟระ ถ้าไม่ลืมจะเขียนบล้อกแยกต่างหากเพื่อเรื่องนี้โดยเฉพาะ ๕๕๕  เสื้อนิสิตติดเข็มมหาลัยด้วย ที่จุฬาฯจะติดเข็มที่"เบื้องอกด้านขวา" ถ้าเข้าใจไม่ผิดที่อื่นเขาติดข้างซ้ายกัน เขาบอกว่าของพระราชทานทุกอย่างเราเอาไว้ด้านขวา ก็เลยต้องติดเข็มด้านขวา แนะนำให้ไปทำตัวหนอนเอาไว้ใส่เข็ม เพราะถ้าปักเสื้อโดยตรงไปนาน ๆ เดี๋ยวเสื้อเป็นรู... ถ้าซื้อเสื้อกับบางร้านเขาจะมีตัวหนอนทำไว้ให้อยู่แล้ว เช่นเสื้อของสหกรณ์จุฬาฯ 
 
เสื้อนิสิตมี option เสริมก็คือ ใส่ติ้งได้!! ติ้งจะเป็นอันห้อย ๆ ที่ห้อยลงมาจากกระดุมปกเสื้อ เรามีติ้งสามสี่อัน ติ้งพระเกี้ยว ติ้งคณะ (แต่ละคณะก็จะมีติ้งของตัวเอง เงื่อนไขกการรับก็แล้วแต่) ติ้งกรุ๊ป ติ้งชมรม ติ้งซื้อมาเอง ฯลฯ
 
ติ้งของคณะบัญชีเขามีธรรมเนียมปฏิบัติมาว่า ทุกคนจะได้ติ้งจากการเข้าห้องเชียร์ ห้องเชียร์เป็นกิจกรรมของคณะที่เฟรชชี่จะต้องมีประสบการณ์ ความโหดก็ขึ้นอยู่กับคณะ (ได้ข่าวว่าคณะแพทย์จุฬาฯได้ยืนทั้งคืน เพื่อฝึกผ่าตัด... ส่วนของบัญชีก็ร้องเพลงกันคอแตก ดังอีกลูก ดังอีก!!) พอสิ้นสุดห้องเชียร์ ทุกคนจะได้ติ้ง ผู้หญิงได้ติ้งเงิน ผู้ชายได้ติ้งทอง ถ้าผู้หญิงติดติ้งคณะ แปลว่า ข้ามีเจ้าของแล้ว ไม่ต้องมาจีบ ส่วนติ้งทอง ผู้ชายเอาไว้ให้ผู้หญิงที่จะขอเป็นแฟน ผู้หญิงที่ห้อยติ้งสีทอง เหมือนจะบอกเป็นนัยว่า ฉันเป็นแฟนหนุ่มคณะบัญชีนะ อะไรแบบนั้น ไม่รู้คณะอื่นมีธรรมเนียมอะไรแบบนี้หรือเปล่า
 
เพราะฉะนั้นจนถึงวันนี้ก็เลยยังไม่มีโอกาสได้ใส่ติ้งคณะกับเค้าเลย TwT
 
ติ้งเนี่ยไม่บังคับ อยากใส่ก็ใส่ ไม่ใส่ก็ไม่มีใครว่า
 
รองเท้าในมหาลัย ปีหนึ่งจะใส่รองเท้าขาวกันเป็นการบอกว่า หนูเป็นเฟรชชี่นะ!! อาจจะเป็นผ้าใบสีขาวก็ได้ แต่ถ้าเป็นจุฬาฯก็จะใส่ peppermint เค้าเรียก peppermint กัน มันเป็นยี่ห้อร้องเท้าที่เลิกผลิตไปแล้ว (ถ้าเข้าใจไม่ผิดนะ) เดี๋ยวนี้ก็ใส่ยี่ห้ออื่นไปแทน ไปหาซื้ออยู่มาบุญครองไม่ยาก  peppermint เป็นรองเท้าหนังสีขาวหุ้มส้น มีหลากหลายแบบให้เลือก... ใส่กับถุงเท้าสีขาว นิยมใส่เป็นถุงเท้าถุงน่องนะจ๊ะ เย็นดีซักง่ายแห้งเร็วที่สำคัญราคาถูก.. 
 
ส่วนปีสองสามสี่อยากใส่อะไรก็ใส่ แต่ต้องสุภาพ แล้วก็หุ้มส้น แล้วก็ไม่ควรเป็นสีมหาลัยหรือสีคณะ (สีมหาลัยจุฬาฯคือสีชมพู สีของคณะบัญชีคือสีฟ้า )
 
 
 
ไม่รู้จะเล่าอะไรต่อแล้ว จริง  ๆแล้วมีอีกเยอะ แต่บางอย่างก็อยากอุบไว้ให้เข้ามารู้เองดีกว่า ^^ แต่พอมีข้อมูลอะไรไปไว้บ้างก็อุ่นใจขึ้นเนอะ  (เรามาเข้ามหาลัยแบบไม่รู้อะไรเลยจริง ๆ = =")
 
สงสัยอะไรถามเพิ่มเติมได้นะจ๊ะ ขอให้คนที่อ่านจนจบสอบติดมหาลัยที่ต้องการ สาธุ ^^\/
 
 

edit @ 18 Dec 2011 10:32:33 by kurobina

edit @ 18 Dec 2011 10:36:29 by kurobina

edit @ 18 Dec 2011 14:38:05 by kurobina

Comment

Comment:

Tweet

อีกอย่าง ค่าเทอมประมาณเท่าไหร่หรอคะ
ปีนึงมัน3 หรือ2 เทอมอ่า
ขอบคุณค่าbig smile

#2 By aimylin on 2013-02-17 04:00

หนูก็จะเข้า bba ฬ ปีนี้เหมือนกัน
สังคมเพื่อนๆเป็นยังไงบ้างหรอคะ
กลัวมากเลย ได้ยินว่ามีแต่ไฮโซ TT
กลัวเข้ากับเพื่อนไม่ได้ เพราะหนูบ้าๆบอๆ
ปีอยู่ปีอะไรแล้วอ่า

#1 By aimylin on 2013-02-17 03:58